วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คำสอน 6 พ.ค. 2560 (9)


พระอาจารย์
6 พฤษภาคม 2560
(ช่วง 9)


(หมายเหตุ  :  ต่อจาก ช่วง 8

พระอาจารย์ –  เวลานั่งสมาธิเดินจงกรม นั่งสมาธิซักครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง ...แล้วจะรู้เลยว่า จิตนี่เดือดเนื้อร้อนใจกับกายนี้มั้ย ว้าวุ่นสับสนกับกายนี้มั้ย

นี่มันแสดงอะไร...แสดงว่ากายนี้ยังเป็นเราของเราอยู่เต็มๆ ...ยังห่างชั้นนักห่างชั้นหนาว่ากายนี้ไม่ใช่เราของเรา

ลองดู อยากรู้ว่ากิเลสเราประมาณไหน กี่โล กี่ขีด กี่ตันนี่ นั่งให้เจ็บ นั่งให้เมื่อย แล้วดูซิมัน...จิตนี่มีความเดือดเนื้อร้อนใจกับกายนี้มั้ย

ในจิต ในดวงจิตของเราตรงนั้นจะมีแต่ความคร่ำครวญหวนไห้ สับสนวุ่นวาย  ชุลมุนชุลเกไปหมดน่ะ ความยึดมั่นถือมั่นในเราในกายยังเต็มหัวจิตหัวใจอยู่เลยน่ะ

นี่ ตรงต่อธรรมนะ ไม่โกหกตัวเองนะ ...การปฏิบัติธรรมไม่โกหกตัวเอง ไม่โกหกคนอื่นนะ มันเป็นอะไรที่รู้ได้ เห็นกับตัวเองเลยว่ายังติดก็คือต้องติด...ต้องรู้ ยังยึดก็ต้องรู้ว่ายังยึด

ยังออกไม่ได้ก็ต้องรู้ว่ายังออกไม่ได้ ยังหาวิธีออกจากมันไม่ได้...ก็รู้ว่าหาวิธีออกจากมันไม่ได้ รู้ว่ากำลังหาวิธีการออก รู้ว่าเข้าหาวิธีการออกที่ถูก ...ก็ต้องรู้ด้วยตัวเองหมดเลย

อย่าไปฟังคำคนอื่น อย่าไปปฏิบัติธรรมตามกระแส ตามเทรนด์ ...ไม่ใช่ลัทธินี่ ไม่ใช่ลัทธิคอมมิวนิสต์นี่ จะไปทำตามลัทธิความเห็นของใครคนใดคนหนึ่ง

สวากขตธรรมนี่คือธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านคัดแล้ว สรรแล้ว ตรัสดีแล้ว...นี่ อันนี้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ ...อย่ามาอ้างคนนั้นพูดคนนี้บอก ศีลสมาธิปัญญานี่ตายตัวเลย

ถ้าปฏิบัติ...ถามดูตรงนั้น มองหาดูตรงนั้นว่าอยู่ในแวดวงของศีลมั้ย อยู่ในแวดวงของสมาธิ อยู่ในแวดวงของปัญญารึเปล่า ถ้าไม่ได้อยู่ในแวดวงของศีล...จบ ผิดทันที บอกให้เลย

ใครจะด่าใครจะว่า ไม่รู้น่ะ ...เรายืนยันอยู่ที่เดียวน่ะ ถ้าไม่มีกายอยู่ตรงเดี๋ยวนี้ ขณะนี้ เป็นเครื่องรู้เครื่องเห็น...นี่ ผิดธรรม ผิดศีล ออกนอกมรรค ออกนอกความเป็นจริง ออกนอกปัจจุบัน...เป็นอันว่าผิดหมด

จะปฏิบัติตามๆ กันไปมา หรือจะปฏิบัติตามหาธรรม ตามศีลสมาธิปัญญาล่ะ ถ้าจะปฏิบัติตามๆ กันไป ตามๆ กันมานี่...ปะเลอะปะเต๋อ เต็มประเทศ

แต่ตามหาธรรม ตามหาธาตุ ตามหาความเป็นจริง หยุดอยู่กับธาตุ หยุดอยู่กับธรรม หยุดอยู่กับศีล หยุดอยู่กับความเป็นจริง ...หาได้ยาก หาได้น้อย

เพราะมันเป็นอะไรที่ไม่น่าติดตามเฝ้าดูเป็นที่สุดเลยน่ะ ...พอตาม ติดตามดูมันไปนานๆ มีแต่ทุกข์กับทุกข์กับทุกข์ขึ้นมาเรื่อยๆ น่ะ ...ไม่งั้นท่านไม่เรียกกายนี้ว่ากองทุกข์หรอก

นี่แหละหลักการปฏิบัติ รวมลงที่กายใจ ...ถ้านอกเหนือกายใจ อย่าไปดูดำดูดีกับมัน ...ซึ่งตอนนี้ยังไม่ต้องพูดถึงใจน่ะ พูดถึงกายอย่างเดียวก่อน ยังหาใจกันไม่เจอหรอก

ยังไม่รู้จักหน้าค่าตาของใจหรอก ได้แต่ประเมินเอา ประมาณเอา ...เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวโดนหลอก ถ้าได้ลังเลสงสัยแล้วได้ประเมินเอาเอง คาดคะเนนะ เดี๋ยวๆ กิเลสคาบไปกินหมด

เอาที่มันชัดที่สุดก่อน ...ขนาดว่าที่ว่าชัดที่สุด ที่ว่าจับต้องได้จริงนี่ มันยังเอากันไม่ค่อยอยู่เลย นั่งเป็นนั่ง ยืนเป็นยืน แข็งเป็นแข็ง แน่นเป็นแน่น ร้อนเป็นร้อนนี่

เอาให้อยู่ก่อน จับให้มั่นคั้นให้ตายก่อนเถอะ ถือว่ากายนี้เป็นธรรมที่หยาบที่สุดแล้ว ...ถ้าจับกายนี้ไม่ได้ อย่าไปถามอะไรที่เป็นธรรมละเอียดกว่านี้

ถ้ายังผูกจิต ผูกรู้ ผูกเห็น กับกองธาตุกองเวทนานี้ไม่ได้ในเวลาปัจจุบันนี่ ...อย่าคิดเรียนลัดนะ ประมาณอนุบาลแต่จะไปสอบปริญญาเอก...เป็นไปไม่ได้นะ

ไม่ต้องปริญญาเอกหรอก แค่ ม. ห้า ม.หกเขาก็ไม่ให้ผ่านแล้ว ...มันต้องไล่เลียงไปตามลำดับธรรมน่ะ ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ประณีต

เพราะนั้นตัวกายนี่เป็นธรรมที่หยาบที่สุดในมนุษย์ในสัตว์ มันยังละเลยกันอยู่เลย ...มัวแต่ไปคว้านู่น ควานค้นนี่ จับนู่นจับนี่  กิเลสทั้งนั้นน่ะ ปรุงแต่งเอาเองทั้งนั้นน่ะ

ต่อให้มันเลิศเลอเพอร์เฟ็คเป็นที่นับหน้ากับคนรอบข้างขนาดไหนก็โกหก ของลวงหลอก ...กิเลสมันโกหกคำโตน่ะ แต่หน้าตามันดูดี ดูน่าเชื่อถือ แค่เนี้ยก็หลงเล่ห์หลงลมลวงมันหมดแล้ว

พอให้กลับมาลงที่กองกายกองปัจจุบันธาตุนี่ กระบิดกระบวนๆ อิดๆ ออดๆ  อ้างนู้น อ้างนี้ อ้างโน้นไปตามประสากิเลส ตามประสาอารมณ์ความอยาก-ไม่อยาก รักชอบคอพอใจ ไม่ชอบใจ

อ้างว่าไม่ถูกจริต อ้างว่าไม่ใช่จริต ก็ว่ากันไป ...มันวิกลจริตน่ะ เอากิเลสเป็นเครื่องชี้นำ เอาความอยากปรารถนาของเราเป็นศาสดา เป็นแอดไวเซอร์

คอยแต่จะหันหน้าเข้าปรึกษามันตลอด แล้วมันก็แนะ ทำนั่นสิเธอ ทำนี่สิคุณ อย่างนั้นสิท่าน ...เสร็จ โดนรวบหัวรวบหางกินกลางตลอดตัวน่ะ

จบกับมัน...เป็นทุกข์ จม งม มืดแปดด้านอยู่อย่างนี้ เข้าใจว่าทางตีบทางตันมั้ย มันตันไปหมดน่ะ มันไม่ลุล่วง มันไม่ปรุโปร่ง

เอ้า พอแล้ว เหนื่อยแล้ว พูดมาก พูดดัง พูดแรง ไม่รู้จะพูดไปทำไม ...ก็กะเทาะกิเลสในหัวจิตในหัวใจของคนนี่แหละ มันหนา มันหยาบเหลือเกิน

มันตั้งแต่ทิฏฐิความเห็นที่มันไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวางมันถือว่ามันเก่ง มันถือว่ามันรู้ดี มันถือว่ามันฉลาดที่สุดแล้วในสามโลกธาตุนี่

คนพูดคนสอนจนน้ำลายนี่เหนียวหมด มันก็ยังเอ้อระเหยลอยนวลอยู่ในหัวจิตหัวใจ ไม่ได้กระเทาะ กระทบ กระเทือนกันบ้าง 

ก็ออกแรงกันอย่างนี้ เช้าสายบ่ายค่ำ มาฟังก็จะได้ยินแต่เสียงเรา ...ซึ่งมันไม่เสนาะเพราะหู ไม่ได้เป็นธรรมที่สอนเอาใจกิเลสมนุษย์นี่หว่า สอนเพื่อให้ลบล้างกิเลส ก็คือตัวเราทั้งหลายน่ะ

มันถือตัวเราเป็นเราของเราใช่มั้ย แล้วธรรมที่อาตมาสอนมันเป็นตัวฆ่า “เรา” มันก็โดนจิตโดนตัวเราทุกดอกล่ะวะ ...ก็มันกิเลสตั้งแต่หัวจรดตีน ยังไงก็โดน พูดยังไงก็โดน

จึงเรียกว่าธรรมนี่ไม่เอาใจกิเลส เอาแต่ความจริง อันไหนเป็นได้จริง ...อันไหนเป็นอะไรที่กิเลสบอกก็ไม่เอา และก็ไม่ได้สอนให้ไปเอากับมันด้วย

ให้หาธรรม อยู่กับธรรม ลมหายใจเข้าออกนี่ก็ธรรม ร้อนอบอ้าวผ่าวนี่ก็ธรรมที่ปรากฏในกาย ...อยู่กับมันให้ได้เถอะ สติสัมปชัญญะเหนี่ยวนำให้รู้เห็นอยู่กับมันให้ได้เถอะ

เรียกว่าไม่ย่อหย่อนในศีล ไม่ขาดตกบกพร่องในศีลนั่นเอง ไม่ด่างพร้อย ไม่เว้นวรรคขาดตอนในศีล ...นี่คือความหมายของศีลในองค์มรรค ศีลในขั้นอธิ

มันจึงเป็นเหตุที่หนุนเนื่องสมาธิ ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถาน เป็นอกาลิกธรรม เป็นอกาลิโก

อย่าอ้างกาลเวลานะ ถ้าอ้างกาลเวลา...เสร็จ กิเลสพาไปกิน ...เช้าก็เช้าไป กลางวันก็ร้อนไป เย็นก็เหนื่อยไป กลางคืนก็ต้องพักผ่อนไป เนี่ย มันจะอ้างกาลเวลาเสมอ

สุดท้ายก็บอกว่า...แย่เลย จารย์ ผมไม่มีเวลาปฏิบัติ ...มันเป็นม็อตโต้รึไง เชื่อตามคำกิเลสอ้าง กิเลสบอกหมดน่ะ ...เวลามันไม่มีตรงไหน ถ้าไม่มีมันไปตายซะ ใช่มั้ย

ถ้ายังไม่ตายนี่ ลมหายใจเข้าออกนี่...เวลามันยังมีอยู่น่ะ ชีวิตยังมียังดำเนินอยู่ เวลามี ทุกปัจจุบันธาตุธรรมแสดง ...จะมาบอกว่าไม่มีเวลาตรงไหนได้ยังไง

มันเอาเวลาไปทำอะไรกันหมด ไปเผลอไปเพลิน ไปสนุกไปเล่นไปหัวรึยังไง ไปเมาไปมัน ไปด่าไปชมคนนั้นคนนี้ ไปแส่ไปเสือกไปรู้คนนั้นคนนี้ ...มันใช่ที่ ใช่เหตุ ใช่กาลมั้ยล่ะ

แล้วก็มาบอกว่า “ผมไม่มีเวลาปฏิบัติ หนูไม่มีเวลาปฏิบัติ” ...ไปตายซะ นอนเลยไม่มีเวลานี่

ทีนี้เวลาเต็มเลย ในโลงน่ะ ไม่ต้องลุกไปไหน มันก็หมดเวลาปฏิบัติ ถึงอยู่เฉยๆ ไม่มีงานธุระอะไร...ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ...กิเลสมันก็จะผัดวันประกันพรุ่งไปอย่างนี้

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า วันคืนล่วงผ่าน ทำอะไรกันอยู่ ...หมดเวลาไปกับอะไร พูดถึงเรื่องคนนั้น ด่าถึงคนนี้ สืบสาวประวัติความดีความชั่วของคนนี้คนนั้นหรือ

หรือมันจะหมดเวลากับการมาสืบค้นความเป็นจริงในตัวเอง...ว่าธาตุอยู่ไหน ธรรมอยู่ไหน ว่าธาตุคืออะไร ธรรมตามความเป็นจริงคืออะไร

ว่าธาตุนี้ตั้งให้ใคร ตั้งเพื่อใคร เกิดให้ใคร ดับให้ใครมั้ย  มันเกิดมาตั้งอยู่เอาใจใครมั้ย มันเอาใจเรามั้ยล่ะ
บทจะมากูก็มา ไม่ได้ขออนุญาตก็จะมา บทจะไปก็ไม่ลา กูจะไป เห็นมั้ย มันเอาใจเรามั้ย...ก็ไม่

แต่ทุกการเกิด ทุกการปรากฏ ทุกการมา ทุกการไป ...เดือดเนื้อร้อนใจกับมันหมดน่ะ ไม่อยากเจอไม่อยากเห็น ไม่อยากอยู่กับมัน ...ไอ้ที่อยากอยู่อยากเห็น อยากเป็นกับมัน ก็ไม่ค่อยมา

มันเป็นอะไรที่ลักลั่นกันอยู่ตลอด ระหว่างกายกับจิตเรานี่ หือ ทำไมมันไม่สมยอม ทำไมไม่ต่างคนต่างอยู่ ทำไมไม่อยู่ด้วยความเป็นสันติธาตุสันติธรรมต่อกันและกันล่ะ

อื้อ พอแล้ว ว่าจบแล้วนะนี่ (หัวเราะกัน) ธรรมพาไป

เพราะธรรมนี่ไม่มีประมาณนะ ถ้าพูดนี่หลากหลายแขนง จะไปแขนงไหนก็ได้ มันได้หมดน่ะ ถ้ามันทั่วถึงในธาตุธรรมแล้วนี่ อะไรมันก็เป็นธาตุธรรมหมดน่ะ

แต่ถ้ามันไม่ทั่วถึงนี่ ไปซ้ายมันก็ติดซ้าย ไปขวามันก็ติดขวา ขึ้นหน้าก็ติดหน้า ขึ้นบนลงล่างติดหมดน่ะ หันรีหันขวางไม่รู้จะไปต่อทางไหนเลยน่ะ

เพราะนั้นมันจะเปิด...ต้องแหวกช่องมันเล็กๆ ตรงนี้น่ะ ตรงแข็ง ตรงแน่น เล็กๆ นี่ แหวกออกก่อน แหวกความคิดแหวกความเห็น ...เอาแค่ตรงนี้ แข็งแน่นตึงๆ ตรงนี้ เล็กๆ จุดเล็กๆ

เขาเรียกว่าเป็นขณิกธาตุ ขณิกธรรม  ละอองธาตุ ละอองธรรมนี้ก่อน  ละอองศีล ละอองธรรมนี้ก่อน ...แล้วก็ค่อยๆ เบิกธรรม เปิดธรรม ขยายธรรม

เบิกกว้างขึ้น เปิดขึ้น จนเต็มเนื้อเต็มตัว เต็มธาตุเต็มธรรมขึ้นมา ...ตลอดเนื้อตลอดตัวมีแต่ธาตุมีแต่ธรรมปรากฏล้วนๆ อย่างนั้นน่ะ...ชัด 


(ต่อช่วง 10)



คำสอน 6 พ.ค. 2560 (8)


พระอาจารย์
6 พฤษภาคม 2560
(ช่วง 8)


(หมายเหตุ  :  ต่อจาก ช่วง 7

พระอาจารย์ –  นี่ เอกศีล เอกธรรม...ศีลเดียว ศีลโดด...ถ้าเข้าถึงศีลตัวนี้เรียกว่ากำลังประกอบอธิศีล 

นั่น ไม่ต้องมาเถียงกับใคร ...นั่ง...รู้ เดิน...รู้ ยืน...รู้ นอน...รู้ ...อยู่กับนั่งนอนยืนเดินนั่นแหละ เรียกว่ารู้ที่ตัว รู้ที่กาย รู้ที่ความรู้สึก ไม่ไปรู้ที่อื่น

อย่าหันเหนะ ...จิตจะแนะ จิตจะนำ จิตจะเชื้อเชิญ จิตจะชักจูง จิตจะสร้างอะไรที่น่าใคร่น่าเสวย น่าเสพ น่าข้อง น่าค้นหา น่าติดตาม น่าเฝ้าดู น่าเข้าไปหาเหตุหาผล น่าเข้าไปหาที่มาที่ไป

ตัดอกตัดใจจากมันซะ...ไม่ไป ไม่ตาม ช่างหัวจิตมัน ...เอาธรรม เอากาย เอาความรู้สึกในปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันเวทนานี่เป็นที่ตั้ง ...เนี่ย เรียกว่าเป็นฐาน

ปักหลักปักฐานลงไป ให้จิตมันปักหลักปักฐานกับกายนี้ลงไป ...ใครเขาจะว่าไม่ดี ใครเขาจะว่าอย่างนั้นดีกว่าอย่างโน้นเร็วกว่า ...อย่าไปฟังความ

เสียงนกเสียงกา เสียงร่ำร้องของกิเลส...ต่างคนต่างไม่รู้จริงทั้งนั้นน่ะ ...แล้วเราก็อย่าประมาทตัวเอง เราก็ยังไม่รู้จริง เรากำลังอยู่ในขั้นพิสูจน์ทราบ เป็นหมอเขาเรียกว่าอินเทิร์นใช่มั้ย

โยม –  เรสสิเดนท์ครับ


พระอาจารย์ –  เรสสิเดนท์ ยังไม่ได้รับการบรรจุ

โยม –  ก็ยังเรียนต่ออีกครับ


พระอาจารย์ –  ธรรมก็เหมือนกัน ก็ทำอีกๆ ทำแล้วทำอีกๆ ย้ำอยู่ตรงจุดเดิมนี่ ไม่เปลี่ยนที่  

เห็นมั้ย จากนักวิชาการมันก็จะกลายเป็นผู้ชำนาญการเอง จากที่เคยเรียกว่าเขาว่าอาจารย์ เขาก็จะมาเรียกเราว่าเป็นอาจารย์ๆ ต่อไปเอง

แต่มันต้องทำด้วยความชำนาญอยู่ตรงที่เดิม รู้เห็นอยู่ที่เดิม ปัจจุบันเดิม ...แม้กายมันจะเปลี่ยนหน้าค่าตาไปยังไงก็ช่างมัน ขอให้เป็นปัจจุบันความรู้สึกนั้น

รู้เงียบๆ รู้เฉยๆ ไว้ก่อนไม่ต้องวิพากษ์ ไม่ต้องวิจารณ์ ไม่ต้องเปรียบเปรย ไม่ต้องเปรียบเทียบอะไร ...ตอนนี้ยังไม่เอาปัญญา ตอนนี้ยังไม่เอาความรู้ความเห็นในธรรม

เอาแค่รู้อยู่กับธรรมให้ได้ก่อน เรียกว่ารู้โง่ๆ รู้เฉยๆ รู้ตรงๆ  ไม่ต้องซับซ้อน ไม่ต้องยอกย้อน ...พอจิตมันจะเริ่มซับซ้อน พอจิตมันจะเริ่มยอกย้อนไปย้อนมาอดีตอนาคต...ไม่เอา หยุด รู้เฉยๆ

มันปรากฏยังไง มากก็มาก น้อยก็น้อย มีก็มี ชัดก็ชัด จางก็จาง ...รู้อย่างนั้น เรียนอยู่อย่างนั้น อย่าไปปากอย่าไปเสียงกับมัน ...ตรงนี้เรียกว่าบ่มสติ สมาธิ...มากๆ

สร้างฐานของจิตให้อยู่ในปัจจุบันมากๆ โดยอาศัยกายนี่เป็นที่ตั้งของธาตุธรรมปัจจุบัน ...เมื่อจิตมาตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่กับกาย ก็แปลว่าจิตนั้นอยู่ในปัจจุบัน

ต้องบ่มจิตปัจจุบันนี้มากๆ เพราะโดยปกติของปุถุวิสัย ปุถุชนนี่...เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์น่ะ มันออกนอกปัจจุบัน...ตลอด

มันจะกลับปัจจุบันตอนมันเดินสะดุดท่อ หรือเดินตกร่องอย่างนี้...โอ้ย จิตกลับตรงนั้นปุ๊บเลย เข้าใจมั้ย แล้วก็หายต่อ...ยาว

เพราะนั้นต้องรักษาจิตปัจจุบันนี้ไว้ โดยอาศัยกายนี่เป็นบาทฐาน...ที่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมีอยู่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ตรงนี้เริ่มเรียกว่าครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่สติศีลสมาธิ แม้ยังไม่ครบองค์ประกอบของไตรสิกขาคือปัญญา...ก็บ่มตรงนี้ก่อนมากๆ

เมื่อใด ช่วงใด เวลาใดที่จิตมันอยู่ตัวได้ดี อย่างไม่ต้องควบคุมบังคับ ไม่ต้องระแวดระวัง ไม่ต้องระมัดระวัง...เรียกว่ามันอยู่ตัว มันคงตัว เรียกว่าสมาธินี่ได้ที่ได้ฐานระดับหนึ่ง

นี่จึงค่อยน้อมเข้าหาปัญญา ด้วยความสังเกตสังกาใคร่ครวญในธรรม ตั้งปรัศนีขึ้นในหัวจิตหัวใจว่ามันเป็นเราตรงไหน แล้วดู...มันเป็นของเราตรงไหน...แล้วดู

หรือตั้งหัวข้อไว้ มันเป็นชาย มันเป็นหญิงมั้ย ...ตั้งหัวข้อไว้แล้วดู มันเป็นชายเป็นหญิงตรงไหน

พอเริ่มฟุ้ง เริ่มซ่านไปซ่านมา กระโดดไปกระโดดมา...หยุด มันเกิดความวกวนสับสนในธรรมแล้ว ตรงนี้เรียกว่าฟุ้งซ่านในธรรมแล้ว ...ไม่ใช่ปัญญา

หยุด อย่าไปบ้าตามมัน อย่าไปบ้ากับความคิด พวกนักวิจัย วิจัยอากาศ...ไม่เอา หยุด แล้วก็มาตั้งรู้ตั้งเห็นเฉยๆ บ่มสมาธิไว้ ...อย่ารีบร้อน อย่าเร่งรัดในปัญญา ให้มันพอดีปาก พอดีคำ

เมื่อแน่วแน่ในธรรมดี แนบแน่นกับธรรมดี แล้วก็พิจารณาใหม่ ...ลักษณะอาการนี้เรียกว่าด้วยอนุโลมและปฏิโลม ค่อยๆ เป็นไป ...นี่คือลักษณะวิถีของปัญญาวิมุติ

พวกเรานี่อยู่ในเกณฑ์สันดานต้องเป็นปัญญาวิมุติ ...จะไปตามครูบาอาจารย์ที่สายกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นเป็นต้นแบบลูกศิษย์นี่ไม่ได้ ...จะตามนั้นไม่ได้

เราจะต้องอาศัยสมาธิปัญญาอย่างเป็นช่วงเป็นห้วงไปอย่างนี้...ที่จะพอเข้าไปลิดรอนอำนาจของความถือครองว่าเป็นเราของเรา...ทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ เป็นไป

แต่อาศัยการประกอบกระทำอย่างเนืองๆ ขยัน ...ไม่ทิ้งช่วง ไม่ขาดหายไปนาน นับเป็นชั่วโมง นับเป็นหลายๆ นาที ...อย่างนี้เรียกว่าประมาทแล้ว

เพราะนั้นก็ให้มันบ่อยๆ ...เผลอ หาย ลืม...เอาใหม่ๆ ...แล้วก็ต้องตั้งกลับมาที่เดิม คือกองกาย กองธาตุ กองเวทนา

อย่าไปตั้งสะเปะสะปะ ว่าไปรู้ตรงนั้นก็ได้ ไปเห็นตรงนี้ก็ได้ แบบคนนั้นแบบคนนี้เขาก็ทำกัน ...อย่าเอากิเลสคน อย่าเอาสันดานคน อย่าเอาการดำรงการดำเนินของคนนี่มาเป็นแม่แบบ

เอาธรรมเป็นแม่แบบ เอาพุทธะเป็นแม่แบบ เอาพระอริยสงฆ์ซึ่งหาได้ยากนี่เป็นแม่แบบ จึงจะไว้เนื้อเชื่อใจได้ว่าไม่ถูกกิเลสต้มและตุ๋น

รู้จักต้มมั้ย รู้จักตุ๋นมั้ย ...คือตอนนี้พวกเราเกินขั้นต้ม อยู่ในขั้นตอนตุ๋น...จนไม่เหลือซากไม่เหลือกระดูกเลยน่ะ คือมันไม่เหลือธาตุไม่เหลือธรรมปรากฏให้ได้จับได้ต้องเลย

เนี่ย ไม่เรียกว่าตุ๋นแล้วเรียกว่าต้มหรือไง ...มันตุ๋นจนธาตุธรรมนี่เปื่อยยุ่ยแบบ...เฮอะ เหอ อยู่ไหนวะ ให้รู้กาย นั่งรู้ ยืนรู้ เดินรู้...ไหนกายวะ มันหายไปไหนวะ มันอยู่ตรงไหน

นี่ไม่เรียกว่าโดนตุ๋นแล้วจะเรียกว่าโดนต้มหรือโดนผัดล่ะ ...มันเอาซะยุ่ย แล้วก็เคี้ยวกลืนคายทิ้งๆ ถ่มทิ้ง ...ก็ต้มตุ๋นกันไป ต้มตุ๋นกันมา

แล้วก็ต้มตุ๋นกันใหม่ สร้างเรื่องนั้นมา สร้างเรื่องนี้มาอีก อย่างนี้ ...นี่ ไปเปิดเหลาซะ ขายเครื่องต้มตุ๋นและแกง ...โดยมีกิเลสเป็นตัวชูรส

ทำยังไงธรรมนี่จึงจะเงยตาอ้าปากขึ้นมา ...ก็สติล้วนๆ การระลึกรู้ล้วนๆ  ซ้ำๆๆๆ ...หายลืมเอาใหม่ๆ กายมันก็มีอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงค้นหาอะไรหรอก ...มันก็อยู่ตรงนั้นน่ะ

ถามตัวเองกำลังทำอะไร...ก็เจอแล้ว  กายกำลังอยู่ในท่าไหน...ก็เจอแล้ว  กำลังอยู่ในอิริยาบถใหญ่ใด...ก็เจอแล้ว  กำลังอยู่ในอิริยาบถย่อยใด...ก็เห็นแล้ว

เนี่ย มันต้องไปลงทุนลงแรงบินบนดั้นด้นมาถึงถ้ำผาปล่องไหมหือ ถึงเจอกายนี่ ...อยู่ที่ไหนก็เจอตรงนั้นแล้วน่ะ

ให้ศีลน่ะเป็นปัจจุบัน ให้สติน่ะเป็นปัจจุบัน ให้สมาธิน่ะเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ...จึงจะพอสมน้ำสมเนื้อกับเครื่องต้มเครื่องตุ๋น แล้วมันก็เติมเครื่องยาจีนเข้าไป รสชาติกลมกล่อมเลยล่ะ

“เรา” นี่ไปผสมรวมกับกิเลส ปล่อยให้กิเลสมันทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเลยทีเดียว แล้วก็ยังอ้างกันอยู่ว่าปฏิบัติธรรม ...มันปฏิบัติธรรมตรงไหน

นี่แหละ ที่พูดมาทั้งหมดนี่แหละคือหลักปฏิบัติ ...ไม่ใช่อุบายปฏิบัติ แต่คือหลักปฏิบัติ

และเป็นหลักเดียวที่จะเอาตัวรอดจากกิเลสได้ เอาตัวรอดจากความยึดมั่นถือมั่น โดยเราของเรา โดยเขาของเขาได้ถ้าไม่โดยหลักนี้...ไม่มีทาง

หลักศีลสมาธิปัญญา หลักมรรคมีองค์แปด หลักปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันรู้ ...หลักนี้หลักเดียวเท่านั้น...ทั้งหมดสงเคราะห์ลงที่นี้หมดเลย

ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อุบายธรรมทั้งหลายทั้งปวง ต้องสงเคราะห์ลงที่นี้ทั้งหมด ...เรียกว่ารอยเท้าเล็กลงที่รอยเท้าใหญ่ รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จบลงที่รอยเท้าช้าง

มันต้องลงที่นี่หมดเลย จึงจะต่อกรเป็นคู่ต่อสู้กับอวิชชาตัณหาอุปาทาน...ที่เราสั่งสมพอกพูนกำลังให้มัน สนับสนุนค้ำจุนมันมาอเนกภพอเนกชาติ ...พละกำลังของมันมากมายมหาศาลจริงๆ

แล้วลองประเมินกำลังศีลสมาธิปัญญาเราดูมั้ยล่ะ ...อย่างเวลาโกรธเวลาเกลียดใคร เวลาเกิดอารมณ์กับใคร แล้วเราลองนึกว่า...ให้กลับมารู้ว่ากายกำลังอยู่ตรงนั้น

กายกำลังยืน กายกำลังเดิน กายกำลังแข็ง กายกำลังตึง ...ดึงกลับได้มั้ย ยินยอมที่จะกลับมาอยู่กับกายตรงนั้นได้มั้ย  หรือว่าหากายตรงนั้นเจอมั้ย ท่ามกลางความแผดเผาเร่าร้อน

เห็นพลานุภาพของกิเลสมั้ย เห็นพลานุภาพของอารมณ์มั้ย เห็นพลานุภาพของอุปาทาน เห็นพลานุภาพความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์เราของเรามั้ย

นี่ มันแรงกว่า เหนือกว่าศีลสมาธิปัญญา กายใจปัจจุบัน หลายขุม หลายช่วงตัวนะ

ถึงเอาได้ กลับมาอยู่...แต่ก็เอาไม่รอด เอาไม่ตลอดรอดฝั่ง ...สุดท้ายก็ต้องไปตายแช่อยู่กับอารมณ์ ทำตามอารมณ์ พูดตามอารมณ์

หรือเข้าไปดำดินบินวนอยู่ในอารมณ์นั้น จนกว่าอารมณ์นั้นจะสร่างซาของมันไป...โดยที่ไม่มีศีลสมาธิปัญญากล่าวอ้างกล่าวถึงในจิตดวงนั้นเลย

เห็นมั้ย ความต่ำใต้กิเลส ความต่ำใต้ขันธ์ ความต่ำใต้อารมณ์ ความต่ำใต้ความปรารถนาของเราของเขานี่ มากมายมหาศาล

เรียกว่ายังไม่ใช่คู่ต่อกร ไม่ใช่คู่ต่อสู้เลย...ที่จะไปลบความเป็นเรา ความเป็นของเรา ที่เขาพูดว่าละกันได้ง่ายๆ เหมือนปอกกล้วยเข้าปากน่ะ เป็นคำโกหก ...ไปประเมินกำลังดูจะรู้เลย


(ต่อช่วง 9)



วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คำสอน 6 พ.ค. 2560 (7)


พระอาจารย์
6 พฤษภาคม 2560
(ช่วง 7)


(หมายเหตุ  :  ต่อจาก ช่วง 6

พระอาจารย์ –  ถ้ามันไม่รู้เห็นธาตุธรรมว่ามันเป็นอย่างนี้ ว่ามันไม่มีตัวไม่มีตน ไม่ใช่ใครของใคร ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งอยู่เพื่อเอาใจใคร เข้าข้างใคร ด้วยเป้าประสงค์ให้ใครเป็นสุขหรือให้ใครเป็นทุกข์

ถ้าจิตมันไม่เข้าใจธาตุธรรมตามจริงว่ามันเป็นลักษณะนี้ ... จิตจะติดค้างข้องคากับธรรมนี้...ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ตายจนเกิดใหม่น่ะ

แล้วมันจะหวนกลับมาหาธาตุธรรมนี้ว่าเป็นของเราๆ อยู่ร่ำไปน่ะ เรียกว่าไม่พ้นจากความเกิดตายกับกายนี้เลย ...ก็หมายความว่าไม่พ้นการเกิดตายมาเป็นสัตว์และบุคคล

แต่ถ้าอดทน ขืน ฝืน เอาจิตมารักษาธรรม เอาจิตมารู้ธรรม เอาจิตมาอยู่กับธรรม เอาจิตมาเรียนรู้ธาตุ เอาจิตมาอยู่กับธาตุ จะเล็กจะน้อยก็ยังพอเห็น

ว่า...เอ้ย มันไม่ใช่อย่างที่จิตว่าจิตบอกนะนี่ ...มันเป็นอะไรแค่ปรากฏ...เป็นอาการหนึ่ง ความรู้สึกหนึ่งที่ตั้งอยู่ กองรวมกันอยู่ ประชุมกันอยู่...เป็นวาระๆ

และในวาระที่มันประชุมกันเป็นความรู้สึกน้อยใหญ่ แต่ละวาระที่มันปรากฏ...หาความเป็นเรา หาความเป็นของเราในนั้น...ไม่มี

มีมั้ย ลองหาดูสิ...มี “เรา” มั้ย ในแข็ง ในแน่น ในหนัก มีมั้ย ...หาดูซิ มองดูซิ สังเกตดูซิ มีเราแฝงอยู่ในนั้นมั้ย มีเราผสมรวมอยู่ในนั้นมั้ย

หรือมันเป็นความปรากฏรวมตัวกันอย่างที่เป็นโดยธาตุล้วนๆ โดยธรรมล้วนๆ ...ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีชาย ไม่มีหญิง...ปนเปื้อนอยู่เลย

ไอ้ที่ว่าเป็นเราปน ไอ้ที่ว่าเป็นของเราปน มันอยู่ข้างนอก ...แต่ในตัวแท้ๆ ที่มันปรากฏ...ไม่มี

นี่ ที่เรียกว่าการพิจารณากายในกาย พิจารณาธาตุในธาตุ พิจารณาธรรมในธรรม พิจารณาเวทนาในเวทนา

เพื่อให้เห็นว่าในนั้นน่ะ มันมีความเป็นเราเขา มันมีความเป็นของเราของเขานี่ ผสมรวมอยู่ในนั้นมั้ย 

หรือว่ามีแต่ความว่างเปล่าจากเราเขา ว่างเปล่าจากอัตตาตัวตนใดหนึ่งที่จิตเล่าอ้าง ...ซึ่งแปลว่าในนั้นน่ะ เต็มไปด้วยอนัตตา...คือความว่างเปล่าจากตัวตนสัตว์บุคคลเราเขา

เห็นมั้ยว่าการน้อมนำจิตให้มันมารู้เห็นอยู่กับกายนี่ ได้เรียนรู้ธรรมตั้งหลายแขนง ได้เห็นความเป็นจริงที่ธาตุธรรมเขาแสดงตั้งหลายลักษณะ

นี่ มันจะเป็นตัวเข้าไปหักล้างความเชื่อว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเราลงไป ...ซึ่งไอ้ความเห็นความเชื่อที่ว่านี้เป็นเรานี้เป็นของเราเนี่ย ที่เรียกว่าสักกายทิฏฐิ

ศีลสมาธิปัญญา จึงเป็นธรรมที่ตรงข้ามกันกับความยึดมั่นถือมั่น ...เพื่อหักลบกลบล้างกับความเชื่อที่เห็นว่า นี่ก็เป็นเรา นี้ก็เป็นของเรา ...นั่งก็เป็นเรานั่ง ใช่มั้ย ยืนก็เป็นเรายืน ใช่มั้ย

เมื่อยก็เป็นเราเมื่อย ใช่มั้ย ปวดก็เป็นเราปวดใช่มั้ย เห็นก็เป็นเราเห็น ได้ยินก็เป็นเราได้ยิน แก่ก็เป็นเราแก่ เจ็บก็เป็นเราเจ็บ ตายมันก็ยังบอกว่าเราตาย

เห็นมั้ยว่ากิเลสแห่งความยึดมั่นถือมั่น กิเลสแห่งความยึดครองว่านี่เป็นเรานี่เป็นของเรา มันตาม ติดทุกลักษณะอาการของกายเลย อย่างไม่มีคำว่ารั้งและรอ อย่างไม่มีคำว่าเว้นวรรคขาดตอน

แต่ในทางตรงข้ามกับผู้ปฏิบัติในศีลสมาธิปัญญา...อันเป็นธรรมหักล้างความยึดมั่นถือมั่นว่านี้เป็นเรานี้เป็นของเรา ...มันกลับรั้งกลับรอ กลับขาดกลับหาย กลับไม่สม่ำเสมอ กลับไม่ต่อเนื่อง

นี่มันตรงกันข้ามกับกิเลส...ที่มันไม่เคยรั้ง ไม่เคยรอกับความยึดมั่นถือมั่นเลย

จึงเรียกว่าเป็นการประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่เหตุ ไม่สมควรแก่ผล ไม่สมควรแก่ธรรม ...ที่เรียกว่าทำน้อยแต่อยากได้มาก หรือว่าทำไม่ถูกแต่อยากได้ตรง

เพราะนั้นคนมาฟังธรรมเรา ที่เราสอนนี่ เราไม่ได้พูดเรื่องอะไรเลย เราจะพูดแต่เรื่องกายเรื่องศีลนี่แหละ เพราะมันเห็นผิดตั้งแต่หัวขบวนนี่

พอมันเริ่มจรดลงที่ธาตุธรรมผิด มันจะผิดตลอดสาย จนที่สุดจนวันตาย ...ถ้าก้าวแรกผิด ก้าวต่อไปก็พลาด และก้าวต่อๆ ไปก็จะเรียกว่าหลุดโลกไปเลย หลุดธรรมไปเลยน่ะ

แต่ถ้าก้าวแรกถูก ทิศทางถูก หันหา หันหน้าเข้าหาธรรม หันหน้าเข้าหาความเป็นจริงอย่างถูกและตรง...จนจิตเรานี่เถียงไม่ได้ว่านี้ไม่ใช่ธรรม ...มันเถียงไม่ได้

เพราะตัวธรรมตัวธาตุนี่ จริงกว่าความปรุงแต่งร้อยล้านพันล้าน ...จิตปรุงแต่งนี่ ตัวมัน ทั้งเนื้อทั้งตัวมันน่ะมีแต่คำโกหก เรียกว่าพกลมเปรียบเปรยมาพูดมาอ้าง

มันก็สาวอดีตสาวอนาคตน่ะมาอ้าง สาวตำรา สาวคำพูดคนนั้นคนนี้น่ะมาบอก ...แต่มันไม่ได้อ้างถึง อ้างอิงถึงความเป็นจริงใดความเป็นจริงหนึ่งเลย

แต่โดยกายโดยธาตุนี่ เขาไม่ต้องเอาอะไรมาอ้าง เขาปรากฏอย่างจับต้องได้จริงน่ะ ...เนี่ย จริงรึไม่จริงล่ะ ลบล้างได้มั้ยล่ะ เอาจิตเราไปลบล้างได้มั้ย

กำลังแข็ง กำลังเมื่อย กำลังแน่นอยู่นี่...เอาความอยากของเราไปลบมันสิ เอาความไม่อยากของเราไปลบมันเลย เอาอดีตเอาอนาคตที่จิตมันสร้าง ที่บ้าน ที่ช่องที่ห้องที่หอไปลบมันสิ ...ลบได้มั้ย

นี่แสดงให้เห็นอะไรตั้งหลายอย่างที่เขาจริงกว่าจิตเรากล่าวอ้าง เขาไม่ฟังความจิตเราว่าจิตเราบอกเลย ใช่มั้ย ...เขาอยู่ใต้โอวาทเรามั้ย อยู่มั้ย อยู่ในอาณัติเรามั้ย

โยม –  ไม่ครับ


พระอาจารย์ –  แต่มันก็ยังไม่ยอม มันจะคอยที่จะไปบงการกายนี้ให้ได้ ว่าให้มันน้อยลงๆ ...มีจิตใครตรงนี้บ้างที่ไม่บอกให้กายนี้น้อยลง ให้เมื่อยน้อยลง ให้เหน็บชาน้อยลง

จิตมันร่ำๆๆๆ อยู่ตรงนี้ ...แปลว่าอะไร ...นี่ มันยังแสดงความอหังการต่อธาตุธรรม แสดงความพยายามเข้าไปล่วงเกินต่อธาตุธรรมอยู่

ด้วยความสำคัญผิดว่าธรรมนี้อยู่ใต้อาณัติเรา ด้วยความเข้าใจผิด สำคัญผิดว่าเวทนานี้ ธาตุนี้อยู่ใต้อาณัติเรา ...มันจึงพยายามที่จะเข้าไปแก้ เข้าไปเปลี่ยน

นี่ล่ะอาการของจิตเราที่เข้าไปแก้เข้าไปเปลี่ยนเวทนา...ความเป็นไปของธาตุ ความแปรปรวนของธาตุเรียกว่าเวทนา...ด้วยความอหังการไม่รู้จริง

แต่สุดท้าย ท้ายที่สุด มันก็แก้ไม่ได้ ความทุกข์จึงเกิดขึ้นในหัวจิตหัวใจเรา ...เพราะมันไปทำแล้ว คาดแล้ว ประกอบแล้ว สั่งแล้ว บอกแล้ว กระทำแล้ว...แต่มันไม่เป็นไป

จิตจึงเกิดอาการขุ่นมัวและเศร้าหมอง เป็นความไม่ชอบคอพอใจ เป็นความเดือดเนื้อร้อนใจ เป็นปฏิฆะ หงุดหงิดงุ่นง่าน ...เห็นที่มาของอารมณ์มั้ย เห็นเหตุปัจจัยที่นำพาให้เกิดอารมณ์ในเรามั้ย 

มันมาจากไหน มันมาเพราะอะไร และใครเป็นผู้ประกอบกระทำให้มันขึ้นมา ...แล้วเราหยุดการประกอบกระทำให้อารมณ์นี้ขึ้นมารึเปล่า หรือเรากำลังประกอบกระทำให้อารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ 

เนี่ย เห็นมรรค เห็นเหตุ เห็นทุกข์ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธบ้างมั้ย ...มันยังงงว่ะ พูดไปงั้นน่ะ คนฟังยังงงอยู่ ...ไม่เป็นไร พูดไว้ก่อน งงก็งงไป แล้วจะค่อยๆ เข้าใจเอง

ว่าไอ้ที่พูดที่บอกมาตั้งแต่ต้นนี่ ไม่ได้พูดออกนอกมรรคออกนอกผล ไม่ได้พูดออกนอกทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคเลย เพียงแต่ไม่ได้บอกว่ามันอยู่ในหมวดไหนแค่นั้นเอง

เพราะว่าที่สอนให้ฟังนี่ไม่ใช่ภาคปริยัติ ที่พูดที่บอกนี่เป็นภาคปฏิบัติ ...ให้วิธีการปฏิบัติ เพื่อนำไปปฏิบัติ ไม่ใช่เพื่อเอาไปพูดคุยในหัวข้อธรรม ภาษาธรรม

เพราะธรรมทั้งหลายทั้งปวง การจะเข้าถึงธรรม การจะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม...ต้องอาศัยภาคปฏิบัติ จึงจะเกิดปฏิเวธ

เพราะนั้นปริยัตินี่ มันจะข้ามขั้นตอนปฏิบัติไม่ได้ จะกระโดดข้ามไปปฏิเวธเลยนี่ไม่ได้ มันจะต้องไปตามลำดับคือภาคปฏิบัติ

เพราะนั้นธรรมที่พูดที่สอนตลอดนี่คือภาคปฏิบัติ ไม่ได้สอนให้จดไม่ได้สอนให้จำ ...แต่สอนให้เอาไปทำ...แล้วทำให้ถูก แล้วทำให้ตรง

อย่าให้จิตนี่...ซึ่งมันเป็นผู้บิดเบือนธรรมตลอดเวลานี่ อย่าให้จิตมันมีโอกาสได้บิดเบือน แล้วหันเหไปในทิศทางที่มันคุ้นที่มันเคย ที่มันชอบ

เคยเห็นเข็มทิศมั้ย ...เข็มทิศมันจะหันไปที่ทิศไหน

โยม –  ทิศเหนือ


พระอาจารย์ –  แล้วถ้าเราหมุนตัวตลับไปเป็นตัว S หันขึ้นแทน N ...ยังไงเข็มมันก็จะหมุนไปในทิศทางที่เป็นเหนืออยู่วันยังค่ำใช่มั้ย ต่อให้ตัวหนังสือจะเป็น south ก็ตาม

เข้าใจมั้ยว่า ทิศทางของธรรมน่ะมีทิศเดียว ชื่อภาษาจะว่ายังไงก็ได้ แต่ธรรมก็คือธรรมวันยังค่ำ

เหมือนคนไทยเรียกว่ากาย คนฝรั่งว่า body  คนไทยว่าขา คนฝรั่งเรียกว่า leg ก็คือตัวเดียวกัน...ต่อให้มันแปลชื่อแปลภาษาเป็นอื่นก็ตาม 

แต่ความรู้สึกที่ปรากฏของขา ความรู้สึกที่ปรากฏของแข็งตึงแน่น เป็นก้อนเป็นก้าน เป็นแท่งนี่ เหมือนกันมั้ยๆ ...เหมือน แตกต่างกันแค่ชื่อภาษา

เพราะนั้นการเรียนรู้ธรรมนี่ คือการเรียนรู้ตามความเป็นจริงที่มันปรากฏ ไม่ใช่เรียนรู้ตามภาษานะ ...ที่มันเถียงกันจะเป็นจะตาย ตีกันเละเทะนั่น คือมันเอาตามภาษา

มันไม่เอาตามธรรม ไม่เอาตามที่ศีลมันปรากฏ ไม่เอาตามที่ศีลเขาแสดง ไม่เอาธาตุธรรมที่เขาแสดงจริง ...นี่เป็นตัวที่เรียกว่าเป็นที่สิ้นสุด เป็นที่สรุป เป็นที่จบ

ถ้าไม่เอาตัวนี้เป็นที่สรุปที่จบนี่ เถียงกันตาย...ร้อยพ่อพันแม่การปฏิบัติธรรม เหมือนจับปูใส่กระด้ง 

ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันเลย ...ดูกายดีกว่าดูจิต ดูจิตดีกว่าดูกาย หรือดูทั้งกายดูทั้งจิตก็ได้ครบหมดเลย ...นั่น มันจะเอาอะไรกันนักกันหนา จนฟังไปฟังมามันก็ว่า...กูไม่ทำเลย

อือ ดี เพราะว่าต่างคนต่างพูดกันไป ตัวจำเลยก็กลายเป็นได้ประโยชน์ไปเลย ...คือกิเลสมันเลยได้ประโยชน์โฉบไปกิน นี่...ไม่เอาแล้ว มันยุ่งกันนักหนา


(ต่อช่วง 8)