วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560

คำสอน 6 พ.ค. 2560 (8)


พระอาจารย์
6 พฤษภาคม 2560
(ช่วง 8)


(หมายเหตุ  :  ต่อจาก ช่วง 7

พระอาจารย์ –  นี่ เอกศีล เอกธรรม...ศีลเดียว ศีลโดด...ถ้าเข้าถึงศีลตัวนี้เรียกว่ากำลังประกอบอธิศีล 

นั่น ไม่ต้องมาเถียงกับใคร ...นั่ง...รู้ เดิน...รู้ ยืน...รู้ นอน...รู้ ...อยู่กับนั่งนอนยืนเดินนั่นแหละ เรียกว่ารู้ที่ตัว รู้ที่กาย รู้ที่ความรู้สึก ไม่ไปรู้ที่อื่น

อย่าหันเหนะ ...จิตจะแนะ จิตจะนำ จิตจะเชื้อเชิญ จิตจะชักจูง จิตจะสร้างอะไรที่น่าใคร่น่าเสวย น่าเสพ น่าข้อง น่าค้นหา น่าติดตาม น่าเฝ้าดู น่าเข้าไปหาเหตุหาผล น่าเข้าไปหาที่มาที่ไป

ตัดอกตัดใจจากมันซะ...ไม่ไป ไม่ตาม ช่างหัวจิตมัน ...เอาธรรม เอากาย เอาความรู้สึกในปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันเวทนานี่เป็นที่ตั้ง ...เนี่ย เรียกว่าเป็นฐาน

ปักหลักปักฐานลงไป ให้จิตมันปักหลักปักฐานกับกายนี้ลงไป ...ใครเขาจะว่าไม่ดี ใครเขาจะว่าอย่างนั้นดีกว่าอย่างโน้นเร็วกว่า ...อย่าไปฟังความ

เสียงนกเสียงกา เสียงร่ำร้องของกิเลส...ต่างคนต่างไม่รู้จริงทั้งนั้นน่ะ ...แล้วเราก็อย่าประมาทตัวเอง เราก็ยังไม่รู้จริง เรากำลังอยู่ในขั้นพิสูจน์ทราบ เป็นหมอเขาเรียกว่าอินเทิร์นใช่มั้ย

โยม –  เรสสิเดนท์ครับ


พระอาจารย์ –  เรสสิเดนท์ ยังไม่ได้รับการบรรจุ

โยม –  ก็ยังเรียนต่ออีกครับ


พระอาจารย์ –  ธรรมก็เหมือนกัน ก็ทำอีกๆ ทำแล้วทำอีกๆ ย้ำอยู่ตรงจุดเดิมนี่ ไม่เปลี่ยนที่  

เห็นมั้ย จากนักวิชาการมันก็จะกลายเป็นผู้ชำนาญการเอง จากที่เคยเรียกว่าเขาว่าอาจารย์ เขาก็จะมาเรียกเราว่าเป็นอาจารย์ๆ ต่อไปเอง

แต่มันต้องทำด้วยความชำนาญอยู่ตรงที่เดิม รู้เห็นอยู่ที่เดิม ปัจจุบันเดิม ...แม้กายมันจะเปลี่ยนหน้าค่าตาไปยังไงก็ช่างมัน ขอให้เป็นปัจจุบันความรู้สึกนั้น

รู้เงียบๆ รู้เฉยๆ ไว้ก่อนไม่ต้องวิพากษ์ ไม่ต้องวิจารณ์ ไม่ต้องเปรียบเปรย ไม่ต้องเปรียบเทียบอะไร ...ตอนนี้ยังไม่เอาปัญญา ตอนนี้ยังไม่เอาความรู้ความเห็นในธรรม

เอาแค่รู้อยู่กับธรรมให้ได้ก่อน เรียกว่ารู้โง่ๆ รู้เฉยๆ รู้ตรงๆ  ไม่ต้องซับซ้อน ไม่ต้องยอกย้อน ...พอจิตมันจะเริ่มซับซ้อน พอจิตมันจะเริ่มยอกย้อนไปย้อนมาอดีตอนาคต...ไม่เอา หยุด รู้เฉยๆ

มันปรากฏยังไง มากก็มาก น้อยก็น้อย มีก็มี ชัดก็ชัด จางก็จาง ...รู้อย่างนั้น เรียนอยู่อย่างนั้น อย่าไปปากอย่าไปเสียงกับมัน ...ตรงนี้เรียกว่าบ่มสติ สมาธิ...มากๆ

สร้างฐานของจิตให้อยู่ในปัจจุบันมากๆ โดยอาศัยกายนี่เป็นที่ตั้งของธาตุธรรมปัจจุบัน ...เมื่อจิตมาตั้งรู้ตั้งเห็นอยู่กับกาย ก็แปลว่าจิตนั้นอยู่ในปัจจุบัน

ต้องบ่มจิตปัจจุบันนี้มากๆ เพราะโดยปกติของปุถุวิสัย ปุถุชนนี่...เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์น่ะ มันออกนอกปัจจุบัน...ตลอด

มันจะกลับปัจจุบันตอนมันเดินสะดุดท่อ หรือเดินตกร่องอย่างนี้...โอ้ย จิตกลับตรงนั้นปุ๊บเลย เข้าใจมั้ย แล้วก็หายต่อ...ยาว

เพราะนั้นต้องรักษาจิตปัจจุบันนี้ไว้ โดยอาศัยกายนี่เป็นบาทฐาน...ที่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมีอยู่ เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ตรงนี้เริ่มเรียกว่าครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่สติศีลสมาธิ แม้ยังไม่ครบองค์ประกอบของไตรสิกขาคือปัญญา...ก็บ่มตรงนี้ก่อนมากๆ

เมื่อใด ช่วงใด เวลาใดที่จิตมันอยู่ตัวได้ดี อย่างไม่ต้องควบคุมบังคับ ไม่ต้องระแวดระวัง ไม่ต้องระมัดระวัง...เรียกว่ามันอยู่ตัว มันคงตัว เรียกว่าสมาธินี่ได้ที่ได้ฐานระดับหนึ่ง

นี่จึงค่อยน้อมเข้าหาปัญญา ด้วยความสังเกตสังกาใคร่ครวญในธรรม ตั้งปรัศนีขึ้นในหัวจิตหัวใจว่ามันเป็นเราตรงไหน แล้วดู...มันเป็นของเราตรงไหน...แล้วดู

หรือตั้งหัวข้อไว้ มันเป็นชาย มันเป็นหญิงมั้ย ...ตั้งหัวข้อไว้แล้วดู มันเป็นชายเป็นหญิงตรงไหน

พอเริ่มฟุ้ง เริ่มซ่านไปซ่านมา กระโดดไปกระโดดมา...หยุด มันเกิดความวกวนสับสนในธรรมแล้ว ตรงนี้เรียกว่าฟุ้งซ่านในธรรมแล้ว ...ไม่ใช่ปัญญา

หยุด อย่าไปบ้าตามมัน อย่าไปบ้ากับความคิด พวกนักวิจัย วิจัยอากาศ...ไม่เอา หยุด แล้วก็มาตั้งรู้ตั้งเห็นเฉยๆ บ่มสมาธิไว้ ...อย่ารีบร้อน อย่าเร่งรัดในปัญญา ให้มันพอดีปาก พอดีคำ

เมื่อแน่วแน่ในธรรมดี แนบแน่นกับธรรมดี แล้วก็พิจารณาใหม่ ...ลักษณะอาการนี้เรียกว่าด้วยอนุโลมและปฏิโลม ค่อยๆ เป็นไป ...นี่คือลักษณะวิถีของปัญญาวิมุติ

พวกเรานี่อยู่ในเกณฑ์สันดานต้องเป็นปัญญาวิมุติ ...จะไปตามครูบาอาจารย์ที่สายกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นเป็นต้นแบบลูกศิษย์นี่ไม่ได้ ...จะตามนั้นไม่ได้

เราจะต้องอาศัยสมาธิปัญญาอย่างเป็นช่วงเป็นห้วงไปอย่างนี้...ที่จะพอเข้าไปลิดรอนอำนาจของความถือครองว่าเป็นเราของเรา...ทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ เป็นไป

แต่อาศัยการประกอบกระทำอย่างเนืองๆ ขยัน ...ไม่ทิ้งช่วง ไม่ขาดหายไปนาน นับเป็นชั่วโมง นับเป็นหลายๆ นาที ...อย่างนี้เรียกว่าประมาทแล้ว

เพราะนั้นก็ให้มันบ่อยๆ ...เผลอ หาย ลืม...เอาใหม่ๆ ...แล้วก็ต้องตั้งกลับมาที่เดิม คือกองกาย กองธาตุ กองเวทนา

อย่าไปตั้งสะเปะสะปะ ว่าไปรู้ตรงนั้นก็ได้ ไปเห็นตรงนี้ก็ได้ แบบคนนั้นแบบคนนี้เขาก็ทำกัน ...อย่าเอากิเลสคน อย่าเอาสันดานคน อย่าเอาการดำรงการดำเนินของคนนี่มาเป็นแม่แบบ

เอาธรรมเป็นแม่แบบ เอาพุทธะเป็นแม่แบบ เอาพระอริยสงฆ์ซึ่งหาได้ยากนี่เป็นแม่แบบ จึงจะไว้เนื้อเชื่อใจได้ว่าไม่ถูกกิเลสต้มและตุ๋น

รู้จักต้มมั้ย รู้จักตุ๋นมั้ย ...คือตอนนี้พวกเราเกินขั้นต้ม อยู่ในขั้นตอนตุ๋น...จนไม่เหลือซากไม่เหลือกระดูกเลยน่ะ คือมันไม่เหลือธาตุไม่เหลือธรรมปรากฏให้ได้จับได้ต้องเลย

เนี่ย ไม่เรียกว่าตุ๋นแล้วเรียกว่าต้มหรือไง ...มันตุ๋นจนธาตุธรรมนี่เปื่อยยุ่ยแบบ...เฮอะ เหอ อยู่ไหนวะ ให้รู้กาย นั่งรู้ ยืนรู้ เดินรู้...ไหนกายวะ มันหายไปไหนวะ มันอยู่ตรงไหน

นี่ไม่เรียกว่าโดนตุ๋นแล้วจะเรียกว่าโดนต้มหรือโดนผัดล่ะ ...มันเอาซะยุ่ย แล้วก็เคี้ยวกลืนคายทิ้งๆ ถ่มทิ้ง ...ก็ต้มตุ๋นกันไป ต้มตุ๋นกันมา

แล้วก็ต้มตุ๋นกันใหม่ สร้างเรื่องนั้นมา สร้างเรื่องนี้มาอีก อย่างนี้ ...นี่ ไปเปิดเหลาซะ ขายเครื่องต้มตุ๋นและแกง ...โดยมีกิเลสเป็นตัวชูรส

ทำยังไงธรรมนี่จึงจะเงยตาอ้าปากขึ้นมา ...ก็สติล้วนๆ การระลึกรู้ล้วนๆ  ซ้ำๆๆๆ ...หายลืมเอาใหม่ๆ กายมันก็มีอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงค้นหาอะไรหรอก ...มันก็อยู่ตรงนั้นน่ะ

ถามตัวเองกำลังทำอะไร...ก็เจอแล้ว  กายกำลังอยู่ในท่าไหน...ก็เจอแล้ว  กำลังอยู่ในอิริยาบถใหญ่ใด...ก็เจอแล้ว  กำลังอยู่ในอิริยาบถย่อยใด...ก็เห็นแล้ว

เนี่ย มันต้องไปลงทุนลงแรงบินบนดั้นด้นมาถึงถ้ำผาปล่องไหมหือ ถึงเจอกายนี่ ...อยู่ที่ไหนก็เจอตรงนั้นแล้วน่ะ

ให้ศีลน่ะเป็นปัจจุบัน ให้สติน่ะเป็นปัจจุบัน ให้สมาธิน่ะเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ...จึงจะพอสมน้ำสมเนื้อกับเครื่องต้มเครื่องตุ๋น แล้วมันก็เติมเครื่องยาจีนเข้าไป รสชาติกลมกล่อมเลยล่ะ

“เรา” นี่ไปผสมรวมกับกิเลส ปล่อยให้กิเลสมันทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเลยทีเดียว แล้วก็ยังอ้างกันอยู่ว่าปฏิบัติธรรม ...มันปฏิบัติธรรมตรงไหน

นี่แหละ ที่พูดมาทั้งหมดนี่แหละคือหลักปฏิบัติ ...ไม่ใช่อุบายปฏิบัติ แต่คือหลักปฏิบัติ

และเป็นหลักเดียวที่จะเอาตัวรอดจากกิเลสได้ เอาตัวรอดจากความยึดมั่นถือมั่น โดยเราของเรา โดยเขาของเขาได้ถ้าไม่โดยหลักนี้...ไม่มีทาง

หลักศีลสมาธิปัญญา หลักมรรคมีองค์แปด หลักปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันธรรม ปัจจุบันรู้ ...หลักนี้หลักเดียวเท่านั้น...ทั้งหมดสงเคราะห์ลงที่นี้หมดเลย

ธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อุบายธรรมทั้งหลายทั้งปวง ต้องสงเคราะห์ลงที่นี้ทั้งหมด ...เรียกว่ารอยเท้าเล็กลงที่รอยเท้าใหญ่ รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จบลงที่รอยเท้าช้าง

มันต้องลงที่นี่หมดเลย จึงจะต่อกรเป็นคู่ต่อสู้กับอวิชชาตัณหาอุปาทาน...ที่เราสั่งสมพอกพูนกำลังให้มัน สนับสนุนค้ำจุนมันมาอเนกภพอเนกชาติ ...พละกำลังของมันมากมายมหาศาลจริงๆ

แล้วลองประเมินกำลังศีลสมาธิปัญญาเราดูมั้ยล่ะ ...อย่างเวลาโกรธเวลาเกลียดใคร เวลาเกิดอารมณ์กับใคร แล้วเราลองนึกว่า...ให้กลับมารู้ว่ากายกำลังอยู่ตรงนั้น

กายกำลังยืน กายกำลังเดิน กายกำลังแข็ง กายกำลังตึง ...ดึงกลับได้มั้ย ยินยอมที่จะกลับมาอยู่กับกายตรงนั้นได้มั้ย  หรือว่าหากายตรงนั้นเจอมั้ย ท่ามกลางความแผดเผาเร่าร้อน

เห็นพลานุภาพของกิเลสมั้ย เห็นพลานุภาพของอารมณ์มั้ย เห็นพลานุภาพของอุปาทาน เห็นพลานุภาพความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์เราของเรามั้ย

นี่ มันแรงกว่า เหนือกว่าศีลสมาธิปัญญา กายใจปัจจุบัน หลายขุม หลายช่วงตัวนะ

ถึงเอาได้ กลับมาอยู่...แต่ก็เอาไม่รอด เอาไม่ตลอดรอดฝั่ง ...สุดท้ายก็ต้องไปตายแช่อยู่กับอารมณ์ ทำตามอารมณ์ พูดตามอารมณ์

หรือเข้าไปดำดินบินวนอยู่ในอารมณ์นั้น จนกว่าอารมณ์นั้นจะสร่างซาของมันไป...โดยที่ไม่มีศีลสมาธิปัญญากล่าวอ้างกล่าวถึงในจิตดวงนั้นเลย

เห็นมั้ย ความต่ำใต้กิเลส ความต่ำใต้ขันธ์ ความต่ำใต้อารมณ์ ความต่ำใต้ความปรารถนาของเราของเขานี่ มากมายมหาศาล

เรียกว่ายังไม่ใช่คู่ต่อกร ไม่ใช่คู่ต่อสู้เลย...ที่จะไปลบความเป็นเรา ความเป็นของเรา ที่เขาพูดว่าละกันได้ง่ายๆ เหมือนปอกกล้วยเข้าปากน่ะ เป็นคำโกหก ...ไปประเมินกำลังดูจะรู้เลย


(ต่อช่วง 9)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น