วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คำสอน 6 พ.ค. 2560 (6)


พระอาจารย์

6 พฤษภาคม 2560

(ช่วง 6)



(หมายเหตุ  : ต่อจาก ช่วง 5



พระอาจารย์ –  กายจะปรากฏด้วยตัวมันเองได้มั้ย...ไม่ได้  เพราะตัวมันไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก 

ตัวความรู้สึกนี่ มันจะปรากฏให้เกิดครรลองปรากฏขึ้นในปัจจุบันให้เกิดการรับรู้ได้ ...จึงต้องมีตัวสตินำพาจิตระลึกขึ้น จึงเกิดอาการรู้เห็นในกาย ณ เวลานี้เดี๋ยวนี้ขึ้นมา

เห็นมั้ย ปัจจยาการต่อเนื่อง นี่ ...เพราะสติมี...ศีลจึงปรากฏ นี่ สติเป็นเหตุ...ศีลเป็นผล

เมื่อสติรักษาศีล ระลึกอยู่ รู้จำเพาะอยู่ที่ศีล ไม่คลาดเคลื่อน ไม่แปรปรวน ไม่ไปที่อื่น ไม่ขึ้นบน ไม่ลงล่าง ไม่ไปซ้าย ไม่ไปขวา ไม่ไปหน้า ไม่ไปหลัง

ตรงจำเพาะลงในความรู้สึกแต่ละกองความรู้สึกที่มันปรากฏอยู่จริง ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน...สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย ไม่เว้นวรรค ไม่ขาดตอน

จิตจึงเกิดความมั่นคง...ในการรู้เห็นต่อศีล ในการรู้เห็นต่อความเป็นจริง ในการรู้เห็นต่อธรรมที่ปรากฏ ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน ...จิตดวงนั้นเรียกว่าจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง

จิตดวงที่ตั้งมั่นและเป็นหนึ่ง จิตดวงนั้นเรียกว่าสัมมาสมาธิ ...สติเป็นเหตุ ศีลเป็นผล ...สติ ศีลเป็นเหตุ สมาธิเป็นผล

เมื่อดำรงคงสติ ศีล สมาธิไว้ อย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นวรรคขาดตอน จึงเกิดการเรียนรู้ดูเห็น

เรียกว่าด้วยความแยบคายในธรรม ด้วยความโยนิโสมนสิการ ด้วยความสังเกตสังกา ด้วยความถี่ถ้วน ด้วยความละเอียดลออ เนี่ย เรียกว่าด้วยความแยบคาย 

ก็อย่างที่เราไล่ถามเมื่อกี้ ให้ตรวจตราทบทวนในธรรม ทบทวนในธาตุ ทบทวนในความรู้สึกว่า มันเป็นเราของเราอย่างไร เยี่ยงไร หรือมันปรากฏอย่างไม่เป็นเราของเราเยี่ยงไร อย่างไร

เนี่ย เรียกว่าเป็นการตรึกตรองในธรรม  เนี่ย เรียกว่าเป็นการไต่สวนทวนความ  เนี่ย เรียกว่าเป็นการวิจยะธาตุ วิจยธรรม  เนี่ย เรียกว่าเป็นการสำเหนียกในธรรม...ด้วยปัญญา

สติ ศีล สมาธิ เป็นเหตุ...ปัญญาเป็นผล ... ตามลำดับธรรมมั้ย เนี่ย เป็นธรรมที่หนุนเนื่องกันนะ จะข้ามขั้นตอนไม่ได้เลย

เมื่อประกอบเหตุสมควรแก่เหตุ ประกอบธรรมสมควรแก่ธรรม โดยศีลสมาธิปัญญาเป็นพื้น

ความรู้เห็น ความเที่ยงแท้ ความถ่องแท้ในธาตุธรรม...ว่าไม่เป็นเรา ไม่มีเรา ว่าไม่เป็นชาย ว่าไม่เป็นหญิง ว่าไม่เป็นสัตว์ ว่าไม่เป็นบุคคล ว่าไม่เป็นใคร ว่าไม่เป็นของใคร

มันก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในหัวจิตหัวใจ...ด้วยความเป็นปัจจัตตัง ...นี่ ไม่ใช่จากความคิด ไม่ใช่จากตำรา ไม่ใช่จากคำกล่าวอ้างของครูบาอาจารย์

แต่มันเกิดจากมันรู้เอง มันเห็นเองกับตามันเอง มันจึงเกิดความเข้าใจในตัวมันเอง มันจึงเกิดความยอมรับในตัวมันเอง ...เนี่ย เรียกว่าปัจจัตตัง

นี่ โอปนยิโก ปัจจัตตังเวทิตตัพโพ วิญญูหีติ...วิญญูชนทั้งหลายพึงรู้ได้ด้วยตัวเอง

ตอนนี้ก็กำลังทำ กำลังสอนให้พวกเรานี่เป็นวิญญูชน ...เพราะถ้าไม่เป็นวิญญูชน มันไม่ทำ...มันไม่ทำตามแบบแผนแห่งศีลสมาธิปัญญา  

แต่มันจะทำตามแบบแผนเรา มันจะทำตามแบบแผนเขา ไอ้แบบแผนเรา ไอ้แบบแผนเขานั่นน่ะ ภาษาหลวงปู่สิมเรียกว่า ศาสดาหัวแหลม ศาสดาหัวเหลี่ยม

มันไม่เชื่อพระตถาคต ...ถ้าเชื่อพระตถาคตต้องเอาศีลสมาธิปัญญาเป็นที่ตั้ง เป็นเครื่องนำทาง

อย่าเอาจิตเราเป็นเครื่องนำทาง อย่าเอาจิตเขาเป็นเครื่องบอกทาง ...ไอ้อย่างนี้ศาสดาหัวแหลม หัวลิง...วอก ภาษาเหนือว่า วอก จ้าดวอก เชื่อถือมันไม่ได้

แต่ศีลสมาธิปัญญานี่ อย่างที่บอกอย่างที่อธิบายนี่...ไม่เคยโกหก ไม่เคยหลอกลวงใคร

ตั้งแต่พระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ร่มไม้โพธิ์ ท่านกำหนดลมหายใจเข้าและออก-ออกและเข้าอยู่ ท่านสู้กับมารน่ะ ตั้งแต่นางอรดี ราคะ ตัณหา มาร่ายรำ...นี่น่ะคืออุปมาอุปไมยธรรม

แล้วก็ตามแห่ตามแหนด้วยกองทัพพญามาร ขี่ช้างม้าวัวควายล้อมกรอบ จนพระแม่ธรณีต้องมาบีบน้ำจากมวยผม...ท่วมท้น เสนามาร กองทัพมาร ลอยตกขอบจักรวาลไป

นี่คือขันติ ขันติเหมือนแผ่นดิน...เป็นบุคคลาธิษฐาน ธรรมาธิษฐาน จนคนสมัยนี้เอาไปตั้งกราบไหว้พระแม่ธรณีอย่างมีตัวมีตนขึ้นมาซะอย่างงั้น

เก่งมากๆ คนไทย นี่คือคนไทย เล่นแร่แปรธาตุ แปลภาษา เก่งจ้าดนัก ก็บอกแล้ว จ้าดวอก เก่งนักเรื่องเล่นแร่แปรธาตุ แปลงสารนี่

เห็นมั้ย วัวออกมาสองหัว รีบแปรธาตุเป็นเลข ...ไม้ตะเคียนโผล่มาจากน้ำเมื่อร้อยปีก่อน รีบไปขูดแปลเป็นเลข มันเล่นแร่แปรธาตุเก่งมาก

แต่ให้มาค้นหาธรรม อยู่กับธรรม...ไม่เอา  อ้างฟ้าดินอินทร์พรหมอยู่นั่นน่ะ ว่ายังไม่ใช่กาลอันควร ...แล้วเมื่อไหร่มันจะควร...ตายไปก่อนรึไง

นั่น ชาติหน้ามันก็ยังไม่ได้ทำ ชาติต่อๆ ไปจากชาติหน้ามันก็ยังไม่ทำ อ้างว่ารอให้พระศรีอาริย์มาตรัสก่อน ...อ้างไปเถอะ หลังอาน เป็นหมาหลังอานกันไม่รู้กี่ชาติยังไม่เจอพระศรีอาริย์เลย

ธรรมมีอยู่ตรงนี้ ธรรมมีอยู่เดี๋ยวนี้...กลับละเลย ...ให้ปฏิบัติตรงนี้ ให้ปฏิบัติเดี๋ยวนี้...กลับรั้งรอ

ต้องไปด่ากับคนโน้นก่อน ต้องไปเกลียดกับคนนี้ก่อน ต้องไปรักกับคนนั้นก่อน หรือไม่ก็ต้องไปทำงานในส่วนนั้นส่วนนี้ก่อน ...ไอ้ภาวนานี่ไว้ทีหลัง

หารู้ไม่ว่า...ความตายนี่คืบคลานเข้ามา ความแก่นี่คืบคลานเข้ามาทุกขณะอย่างไม่เคยรั้งรอใคร

ความเจ็บความตายนี่ ...เป็นหมอนี่ รู้อยู่แล้วนี่ เป็นอาชีพที่หากินกับความเจ็บความตายน่ะ ถ้าไม่มีคนเจ็บตาย อาชีพหมอก็ไม่มี จริงมั้ยล่ะ

ไม่ได้จริงแต่เขา เราก็จริง เราก็ต้องเจอ...ความตายไม่รอ ความแก่ไม่รอ ...แต่ศีลสมาธิปัญญา...รอได้ ...นี่ จิตเรามันว่าอย่างงั้นนะ

กี่รอแล้ว กี่ชาติแล้ว ...แล้วจะกี่รอ กี่ชาติข้างหน้าล่ะ ...เดี๋ยวค่อยทำ เจอทีไรก็เดี๋ยวค่อยทำ ...เดี๋ยวค่อยทำจริงเหรอ ขนาดมันนั่งต่อหน้าเรามันยังไม่ทำเลย

มีใครทำได้โดยตลอดมั่ง ระหว่างที่นั่งฟังเรานี่...ต่อหน้าพระนี่ กิเลสมันยังไม่นับหน้าถือตาเลยนะ ใช่มั้ย ...กูจะไปกูก็จะไป กูไม่ลามึงหรอก มึงเป็นพระก็พระไปดิ กูจะไปอ่ะ

มันเคารพมั้ย มันนับถือเป็นญาติมิตรมั้ย มันเห็นหัวพระธรรมมั้ย มันเห็นหัวพระสงฆ์มั้ย ...กูจะไปอ่ะ พระจะพูดก็พูดไป กูจะไป มีอะไรมั้ย

นี่คือสันดานของกิเลสนะ ไม่นับญาติใครเลย ...ถ้าเปลี่ยนจากเราเป็นพระพุทธเจ้ามานั่ง กูก็จะไปเหมือนกันล่ะวะ ...เอามั้ยล่ะ ลองมั้ยล่ะ กิเลสมันก็ไม่นับถือพระพุทธเจ้าเหมือนกันล่ะ

ถ้าไม่ฝึก ถ้าไม่หัด ถ้าไม่ดัด ถ้าไม่อบรมมันน่ะ มันไม่ดีขึ้นมาเองหรอก ...ต้องเคี่ยวต้องเข็น ต้องทบต้องทวน ต้องดึงต้องฝืน ต้องกดต้องข่ม ต้องบังคับ

มันจึงเรียกว่าไม่ได้เป็นไปด้วยความสะดวกดาย ง่ายดายหรอก นั่น...พระอริยะถึงน้อยไง ...เพราะมันตั้งใจได้ปล้อบๆ แปล้บๆ ...ไม่ไหว ไม่เอาแล้วอ่ะ

“คงไปไม่รอดแล้วกู อันตัวกูวาสนาคงไม่ถึงท่านแล้วแหละ ใครจะไป อาราธนาไปก่อนเลย ข้าพเจ้าขออยู่กับโลก หากินกับโลกไปก่อน” ...นี่ สมยอมกับกิเลสทุกครั้งไป

ถึงว่าพระอริยะเหมือนเขาวัว ปุถุชนเหมือนขนวัว พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้นนะ ...ความเพียรก็น้อย ความขยันก็น้อย ความตั้งใจจริงมุมานะปฏิบัติ...ก็ต่ำ

แต่ความไหลหลงนี่ To be number one …ถ้าได้ตั้งหน้าปรารถนาอะไร...ต้องให้ได้ ทุ่มเททั้งกำลังแรง กำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังบริวาร

แต่พอให้ทุ่มเทลงที่กายใจ ฮื้อ เหมือนไก่หงอย ...เคยเห็นไก่หงอย ไก่ชนที่แพ้มั้ย มันน่าลงหม้อแกงซะเหลือเกิน เซื่องซึมกระทือ ...แต่พอบอกให้ไปทำนู่น เดี๋ยวจะได้นั่น หูย ตานี่ลุกวาว

กริยาส่อภาษาสันดานเลย....ว่ากิเลสเป็นใหญ่อยู่ในหัวใจ ...ว่าธรรมนี่เป็นรอง เป็นด้อย เป็นต่ำกว่า เป็นเบี้ยรอง เป็นบ่อนรอง เป็น...The Last  

แต่กิเลส อารมณ์ ความมุ่งมาดปรารถนาแห่งเรานี่...The First ขึ้นนำอันดับหนึ่งเลย รุดหน้าเลย เพราะได้ยินยอมพร้อมใจตกล่องปล่องชิ้นมันตลอดเวลานาทีเลย

พอจิตยกอ้างศีลสมาธิปัญญาขึ้นมาให้รู้ตัวๆ ก็ทำไปแบบซังกะตาย รู้เห็นแบบซังกะตาย พอให้พ้นไปเป็นพิธี ผ่านๆ พ้นๆ ไป เดี๋ยวอาจารย์มันจะว่าเอา

เนี่ย ภาษาหลวงปู่ว่า ทำไมไม่ตายเสียตั้งแต่ยังไม่เกิด มันเกิดมาทำไมวะนี่ ...เกิดทั้งทีไม่ใช่ของง่าย เกิดมาเป็นคนใต้ร่มพระศาสนายิ่งยากยิ่งกว่ามนุษย์ทั่วไป เจ็ดแปดพันล้านนี่อีก

ปุพเพกตปุญตา...เกิดในที่อันเป็นมงคล ชาติเป็นมงคล มีโอกาสมากมายก่ายกองกว่าสัตว์โลกนับไม่ถ้วน ทั้งที่จับต้องได้โดยรูปธาตุและโดยโลกธาตุ ทั้งจับต้องไม่ได้รูปธาตุ อรูปธาตุ นับไม่ถ้วน

แล้วยังมีโอกาสมาตกอยู่ภายใต้ร่มเงาห้าพันปีของพระศาสนา ...แต่กลับปฏิบัติธรรมแบบมั่วธรรม หรือละเลยธรรม แต่ตามใจกิเลสซะเหลือหลาย

เพราะนั้นก็เร่งรัดพัฒนาตัวเองขึ้นมา ...ให้เห็นโทษของการปล่อยจิตปล่อยใจ ไหลๆ หลงๆ  เผลอๆ เพลินๆ  ล่องๆ ลอยๆ

มันไม่ได้อรรถ มันไม่ได้ธรรมอะไร มันไม่ได้เป็นมรรค มันไม่ได้เป็นผลอะไร มันไม่ได้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง เห็นแจ้งเห็นจริงในธาตุในธรรม

ว่าธาตุเป็นธาตุไม่ใช่เรา ธรรมเป็นธรรมไม่ใช่ใคร ธาตุเป็นธาตุ ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคลในธาตุ ...ธาตุเป็นธาตุ ธรรมเป็นธรรม ไม่มีอัตตาตัวตนใดแฝงอยู่เลย ...มันไม่รู้เห็นอย่างนี้


(ต่อช่วง 7)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น