วันอังคารที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คำสอน 6 พ.ค. 2560 (5)


พระอาจารย์
6 พฤษภาคม 2560
(ช่วง 5)


(หมายเหตุ  :  ต่อจาก ช่วง 4


พระอาจารย์ –  พระอาจารย์ –  ตัวมันบอกมั้ยว่ามันเป็นของไม่ดีของไม่สวย

โยม –  ไม่ได้บอกครับ


พระอาจารย์ –  ตัวมันบอกมั้ยว่ามันคืออะไร มันประกาศมั้ยว่ามันคืออะไร

โยม –  ไม่ได้บอกอะไรเลย


พระอาจารย์ –  แปลว่ามันอยู่อย่างไร้ความหมายในตัวมันใช่มั้ย

โยม –  ครับ


พระอาจารย์ –  ทำไมอ้อมๆ แอ้มๆ ครับ

โยม – (หัวเราะ)


พระอาจารย์ –  เข้าใจมั้ย เข้าใจความจริงของมันมั้ย ...ที่เราพูดที่เราไล่ให้เห็นว่าความเป็นจริงของกายของธาตุนี่เป็นอย่างนี้ ...แต่จิตมันมาตั้งค่าตั้งความหมายต่อกายนี้ผิด...ผิดไปจากที่เขาสำแดงตัวอยู่

ที่เรียกว่าเห็นผิดในกาย ที่เรียกว่าเห็นผิดในกายจนเกิดความยึดมั่นถือมั่นในกายนี้ว่าเป็นเราของเรา...เรียกว่าสักกาย เกิดจากการเห็นผิดในกาย เข้าใจมั้ย

โยม –  ครับ


พระอาจารย์ –  ที่มาบอกว่าเป็นขาเรา เป็นตัวเรานี่ ...ทั้งๆ ที่มันแสดงอย่างเป็นธาตุ อย่างที่เราไล่ให้โยมตามดูไปนั่นน่ะ เขาแสดงอย่างเป็นธาตุหรือเขาแสดงอย่างเป็นของเรา

โยม –  เป็นธาตุครับ


พระอาจารย์ –  เออ แล้วจิตมันเห็นว่าเป็นธาตุในขณะที่เรานำพาแล้วก็น้อมนำจิตตามไปเห็นนี่ ...มันยอมเชื่อมั้ยว่าเป็นธาตุจริงๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์

โยม –  ไม่ยอมครับ


พระอาจารย์ –  ไม่ยอม แล้วมันจะเห็นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวพอมั้ย

โยม –  ก็ไม่


พระอาจารย์ –  ไม่พอ แล้วมันจะละเลิกสักกายทิฏฐิด้วยการเห็นอย่างนี้ครั้งเดียวได้มั้ย

โยม –  ไม่ได้ครับ


พระอาจารย์ –  แล้วจะมีวิธีการอื่นมั้ยที่จะลบล้างความเห็นผิดในกายนี้

โยม –  ก็ไม่มีนอกจากเห็นซ้ำๆ


พระอาจารย์ –  ตรงๆ ใช่มั้ย

โยม –  ครับ


พระอาจารย์ –  มีวิธีการเดียวมั้ย ...จะมีวิธีการอื่นมั้ยที่จะล้มล้างความเห็นว่าเป็นเราของเรากับกายนี้ได้ เข้าใจว่าน่าจะมีมั้ย

โยม –  คิดไม่ออกน่ะครับ


พระอาจารย์ –  ไม่มี ...คิดไม่ออกน่ะแปลว่าไม่มี บอกให้เลย ...ตอนนี้โยมยังไม่เชื่อเท่าไหร่ เพราะโยมยังทำน้อย ยังพิจารณาน้อย ...ทำไปเรื่อยๆ ทำไปมากๆ ทำไปต่อเนื่องไม่ขาดสาย

แล้วโยมจะเชื่อเองขึ้นมาเป็นปัจจัตตังว่าไม่มีวิธีอื่นเลย ที่จะลบล้างความยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้เป็นเราของเราได้ ...มีวิธีการเดียวโดยศีลสมาธิปัญญาอย่างนี้

ศีลคือตัวกายนี่ ตัวจิตที่กำลังจรดอยู่กับความรู้สึกที่มันกำลังปรากฏของกาย ณ ห้วงเวลาปัจจุบันนี่...ตัวนี้เรียกว่าศีล ...ตัวที่จรดไว้ไม่ยอมห่าง ไม่ยอมหาย ไม่ยอมหนี ตัวนี้เรียกว่าตั้งมั่น...สมาธิ

ตัวที่ไล่เลียงธรรมไปมา ซักไซ้ไล่เลียงไถ่ถามไปมาว่ามันเป็นเรา ไม่เป็นเรา มันเป็นชาย มันเป็นหญิง มันเป็นใคร มันไม่เป็นใคร...เนี่ย ตัวนี้เรียกปัญญา

เพราะนั้นขณะที่โยมทำตามที่เราบอกไปเมื่อกี้นี่ ครบถ้วนตั้งแต่ศีลสมาธิปัญญาแล้ว ...ขณะนั้นนี่ ขณะนี้นี่ จิตโยมอยู่ในมรรค กำลังเดินอยู่บนมรรค

แล้วผลมันคืออะไร ...อย่างที่ได้ตอบมาว่า ก็ไม่เห็นว่ามันเป็นเราเลยจริงๆ นี่คือผล...เป็นปัจจุบัน ...เป็นมั้ย

โยม –  ครับ


พระอาจารย์ –  ต้องรอชาติหน้ามั้ย

โยม –  ไม่ต้องครับ


พระอาจารย์ –  เออ ศีลก็ในปัจจุบัน สติก็ในปัจจุบัน สมาธิก็ในปัจจุบัน ปัญญาก็ในปัจจุบัน ผลก็เกิดในปัจจุบันนั่นแหละ ...แต่ผลนี้ยังเรียกว่าแต่เพียงเล็กน้อย เขาเรียกว่าอะไร ไม่พอกิน ไม่พออยู่

ไม่พอไปลบล้างความเชื่อความเห็นที่จิตกูนี่ ผูกพันมั่นหมายกับกายนี้ นับภพนับชาติไม่ถ้วน ...คือกูเกิดมากี่ครั้งก็ว่าเป็นกายกู...จบ  แล้วก็อยู่กับกายเราจนแตกตายไป ไม่ได้ทำอะไรเลย

ไอ้ที่ไม่ทำอะไรเลย เพราะหนึ่ง...ไปตกยุคพระศาสนา ไม่เกิดมาทันพระศาสนา หรือเกิดมาทันพระศาสนาก็เป็นวัวเป็นควายให้เขาผูกให้เขาไถ ก็ไม่ได้ฟังธรรม หรือฟังธรรมแต่ “มอๆ ฮ้งๆ” กูไม่รู้เรื่อง

หรือเกิดทันพระศาสนาก็ไปตีหัวหมาด่าแม่เจ๊กไปวันๆ หาอยู่หากินไปวันๆ ไม่ใส่ใจ ไม่ฟังธรรม จนมาเริ่มฟังธรรมเอากึ่งกลางพุทธกาล จะหมดสมัยแล้วนี่ ใกล้หมดเวลาแล้วนี่

(เรียกพวกลูกศิษย์ที่มารอด้านล่าง) ...โยม ขึ้นมาฟัง ขึ้นมาเลย ฟังทีเดียวจบ

การฟังธรรมนี่ ก็เพื่อให้คนฟังนี่นำพาจิตน่ะให้เข้าถึงธรรม ...การสอนธรรม การบอกธรรม การกล่าวธรรม ไม่ให้เข้าหากิเลส ไม่ให้เข้าหาอารมณ์

แต่เป้าประสงค์ของผู้เทศน์ผู้สอนก็เพื่อให้คนฟังนี่ น้อมนำจิต...แม้แต่กระทั่งที่กำลังฟัง กำลังนั่งอยู่นี่ ให้จิตนี่เข้าหาธรรม อยู่กับธรรม ไม่เข้าไปหาอะไรที่มันนอกเหนือจากธรรม

อะไรที่มันนอกเหนือจากธรรมเล่า ...ก็อะไรที่ออกนอกไปจากกายนี้ที่ปรากฏ นอกเวทนาในกายนี้ที่กำลังสำแดง อันนั้นน่ะเรียกว่าออกนอกธรรมหมด

ซึ่งมันจะเป็นช่องทางที่จิตไหลหลงเป็นประจำ เป็นอาจิณ เป็นโดยสัญชาตญาณของสัตว์ ...และพวกเรามักจะละเลย เคยคุ้นที่จะยินยอมพร้อมใจไปกับมัน...อย่างไม่ระงับยับยั้งเลย

ไม่ฝืน ไม่ขืน ไม่ทวน ไม่โอปนยิโก ไม่น้อมกลับ ไม่รักษาจิตให้อยู่ในปัจจุบัน ไม่รักษาจิตให้อยู่ในธาตุธรรมปัจจุบัน ...มักจะปล่อยเลยตามเลยไปกับกิเลส

ที่มันปรุง ที่มันค้น ที่มันหา ที่มันคิด ที่มันสร้างอดีต สร้างอนาคต ที่มันสร้างอารมณ์ ...โดยเฉพาะอารมณ์นี่ พอมันสร้างเป็นอารมณ์นี่ เหมือนบ่อโคลนบ่อหมักเลย

มันจะไปจมแช่อยู่ในนั้นเลย ดื่มกิน อาบกิน สรงสนานอยู่ในนั้น ดำผุดดำว่ายอยู่ในนั้นเลย  จนกว่าไอ้บ่ออารมณ์นั้นจะเหือดแห้งหายไป แล้วมันก็จะไปขวนขวายสร้างอารมณ์ใหม่ขึ้นมา

อันนี้คือการประกอบกระทำเป็นอาจิณ เป็นอนุสัย เป็นโดยกมลสันดานของจิตมนุษย์ จิตสัตว์ ...มันจึงวกวนผกผันขึ้นลงตามอารมณ์ ไหลหลงตามอารมณ์

ค้นหาไปในอดีต ค้นหาไปในปัจจุบัน และอนาคต อย่างที่เรียกว่าไม่มีที่ยุติตรงไหนได้เลย เพราะว่าจิตนี่ไม่มีประมาณ ภพชาติไม่มีประมาณ

ท่านใช้คำว่าอเนกภพ อเนกชาติ อนันตภพ อนันตชาติ ไม่มีประมาณ ...ถ้าติดตามดู เฝ้าดูจิต เฝ้าดูอารมณ์ ก็จะดูอย่างไม่มีประมาณ กับการสรรแต่งปั้นแต่งของกิเลส

แต่ว่าตัวธาตุ ตัวกายปัจจุบันนี่ เป็นอะไรที่จำเพาะตัว เดิมๆ ...ไม่ว่าโยมนี่จะเกิดชาติไหนที่มีกายขึ้นมา ถ้าสัมผัสลงที่นั่งแล้วว่าแข็งกับพื้นที่แข็ง ความรู้สึกก็ยังรู้สึกแข็งเฉกเช่นกันทุกชาติไป

นี่มันเป็นอาการเดิม เป็นอารมณ์เดิม ไม่หลอกลวง ไม่โกหกพกลม ไม่ปลิ้นปล้อน ไม่เล่ห์เหลี่ยม ...ยังไงก็ยังงั้น ตรงไปตรงมา

เรียกว่าลักษณะของธาตุ ลักษณะของกาย ลักษณะของธรรมนี่ เป็นอะไรที่เที่ยงตรงในตัวมันเอง ไม่บิดพลิ้ว ...จึงใช้คำว่าสัจธรรม 

สัจจะแปลว่าโดยความจริง...มันจริงทั้งตัวมันเอง จริงทั้งผู้รับรู้ ...แม้แต่จะให้พระพุทธเจ้ามานั่งลงตรงนี้ กับพื้นเช่นนี้ ท่านก็ต้องมีความรู้สึกเฉกเช่นกับทุกคนว่าแข็ง

เข้าใจว่าเสมอกันในศีลมั้ย ...ไม่มีสูงไม่มีต่ำกว่า ไม่มีดีไม่มีเลิศกว่า ไม่มีมากไม่มีน้อยกว่า ...แบบเดียวกัน เช่นเดียวกัน

ทีนี้ถ้าผู้ปฏิบัติธรรม ศาสนิกชนทั้งหลายเข้าใจในความหมายเดียวกัน กับความหมายที่แท้จริงของศีลแล้ว ถามว่ามันจะผิดเถียงกันในเรื่องศีลมั้ย มันจะมาแบ่งสายสำนัก แบ่งการปฏิบัติมั้ย

ถ้าเอาศีลน่ะเป็นประธาน เป็นใหญ่ เป็นบันไดขั้นแรกของมรรคน่ะ ที่เรียกว่าสติ ศีล สมาธิ ปัญญา คือลำดับขั้นตอนของการปฏิบัติ

ท่านไม่ได้บอกว่าสมาธิปัญญาศีล ท่านไม่ได้บอกว่าปัญญาสมาธิศีล ท่านไม่ได้บอกว่าสมาธิศีลปัญญา ...ท่านมีแต่บอกว่าศีลสมาธิปัญญา

ไม่ใช่คำคล้องจอง คำพ้องอะไร แต่มันเป็นตามลำดับ ...เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด  เพราะสิ่งนี้เกิดต่อสิ่งนี้จึงเกิดตาม ...มันเป็นอิทัปปัจยา เป็นโดยเหตุและโดยปัจจัยหนุนเนื่อง

มันจะข้ามขั้นตอนไม่ได้ ...ใครจะมาบอกว่าปัญญาอบรมศีล มันเป็นคำพูดที่ยังไม่เข้าใจโดยถ่องแท้ดี ...แต่โดยลำดับธรรมจะต้องเป็นอย่างนี้


(ต่อช่วง 6)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น