วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

คำสอน 6 พ.ค. 2560 (2)


พระอาจารย์
6 พฤษภาคม 2560
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจาก ช่วง 1

พระอาจารย์ –  ธรรมอยู่ที่ไหน ...พระพุทธเจ้าย่นย่อธรรมลงมาแค่...ศีลเป็นที่ตั้งของธรรม ...นี่กล่าวโดยย่นย่อ การกล่าวถึงศีลนี่เป็นการกล่าวธรรมโดยย่นย่อ

เพราะธรรมนี่ไม่มีประมาณ เป็นอัปปมาโน การเรียนรู้ธรรมที่เป็นอัปปมา ไม่สามารถเรียนรู้ได้ในผู้เริ่มต้นแบเบาะ  พระพุทธเจ้าจึงกล่าวธรรมโดยย่นย่อ...รวมลงที่ศีล

เพราะนั้นความหมายของศีลที่แท้จริง ไม่ใช่ข้อบัญญัติศีล ไม่ใช่สมมุติศีลเท่านั้น ...แต่ท่านหมายถึงปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันกาย ปกติธาตุ ปกติกาย เป็นที่ตั้งของศีล เป็นที่ตั้งของธรรมภายใน

ภาษาครูบาอาจารย์ท่านเรียกว่าก้อนศีล ก้อนธาตุ ก้อนธรรม ก้อนกาย ก้อนมหาภูตรูป ...ตรงนี้แหละที่เรียกว่าเป็นที่รวมของศีล เป็นที่ตั้งของธรรม เป็นตำแหน่งที่ตั้งของธรรมที่ตายตัวอยู่ทุกเวลานาที ณ ห้วงช่วงเวลาปัจจุบัน

ถ้าเราไม่รู้จัก ถ้าเราไม่เข้าใจความหมายของศีล แล้วไปยึดถือศีลตามความเชื่อความเห็นของเราของเขาเอง แล้วปฏิบัติไปตามความเชื่อในศีลในเราในเขาที่มีต่อศีลพวกนี้ แล้วเอาศีลตัวนั้นเป็นเครื่องน้อมนำทำตาม 

การปฏิบัติภาวนานั้นเรียกว่าอยู่ใต้สีลัพพตปรามาส เป็นการปฏิบัติที่ลูบคลำในศีลและวัตร โดยยกตัวเอาตัวสมมุติศีลน่ะเป็นแม่บท...ต่างคนต่างว่า ต่างคนต่างถือ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเดินไปในทิศทางที่ตัวว่าตัวคิด

นั่นแหละ ทั้งหมดน่ะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติภายใต้สังโยชน์เป็นตัวชี้นำ คือสีลัพพตปรามาส ตลอดเส้นสายลายทางของสีลัพพตปรามาส เป็นไปโดยเราและเขา...เป็นไปเพื่อให้เราได้ เรามี เราเป็น...โดยตลอด

จึงมีแต่ความสงสัยในธรรม ...ทำไมไม่หมด ทำไมไม่สิ้นซึ่งอารมณ์ ทำไมไม่หมดสิ้นซึ่งความเป็นเราของเรา...ด้วยวิจิกิจฉา ลังเลและสงสัยในการปฏิบัติ

มันวนอยู่ในกลุ่มของสังโยชน์นี่ อย่างที่เรียกว่าโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ...เป็นข้าทาสบริวารรับใช้ของกิเลสอวิชชาตัณหาอุปาทานโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว แล้วยังเข้าใจว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมอยู่

แต่ปฏิบัติยังไงก็ไม่ถึงธรรม ...ถึงแต่ของเรา ถึงแต่โดยเรา ถึงแต่เพื่อเรา ...ถึงแต่สักกาย ถึงแต่ความมีหน้ามีตา มีตัวมีตน ที่เราได้ เรามี เราเป็น ในภาคปฏิบัติ

แล้วก็เอามาโอ้อวด ล้วนเอาของเน่าของบูดมาขายทอดตลาด แล้วก็เชื้อเชิญชักจูงให้คนมาซื้อหา ...นี่ มีแต่พระอริยะที่ตาดีเท่านั้นที่จะเห็นได้ เนี่ย เอาของเน่าของบูดมาขาย

แต่พระอริยะท่านก็ไม่รู้จะพูดทำไม พูดไปมันก็ไม่เชื่อ ...ผู้ซื้อผู้ขายมันสมยอมกันแล้วนี่ ตั้งกันเป็นสโมสร สมาคม สังคมเลย เป็นกลุ่มเป็นก้อน สำนักนู้น สำนักนี้ สำนักนั้น อาจารย์โน้นนี้นั้น

มันผูกตายขายขาดแก่กันและกัน ซื้อกันไปขายกันมา นั่น ศีลก็ไม่เจอ ธรรมก็ไม่เห็น การละตัวละตนละอัตตา...ก็ไม่ได้ละ ก็ไม่ได้เลิก ก็ไม่ได้เพิกถอน

กิเลสน้อยอารมณ์น้อย กิเลสใหญ่อารมณ์ใหญ่ก็ไม่ได้จางไม่ได้หาย ...เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็กลับ เดี๋ยวก็ฟื้น เดี๋ยวก็เหมือนเดิม เดี๋ยวก็ยิ่งกว่าเดิม...ไม่จบไม่สิ้น ไม่แล้วไม่เลิก ไม่สูญไม่สลาย

กลายเป็นกิเลสเหมือนบ่อน้ำซับบ่อน้ำซึม...ตักแห้งแล้วเดี๋ยวก็ซึมขึ้นมาอีก ตักแห้งแล้วก็ซึมขึ้นมาใหม่ ดูเหมือนแห้งดูเหมือนหาย แล้วก็ซึมขึ้นมาใหม่

ให้ได้กิน ให้ได้อาบ ให้ได้เล่น ให้ได้สนุก ให้ได้เพลิดเพลินในเราในเขาต่อไป อย่างนี้...มันก็เทียบเท่ากับผู้ไม่ปฏิบัตินั่นแหละ ก็เทียบเท่ากับปุถุชนคนทั่วไปน่ะ หาสุขสลับทุกข์กันไป

มันไม่ได้ไปหาไอ้ตรงที่เรียกว่าหมดสุขหมดทุกข์น่ะ มันหาสุขสลับทุกข์ ...เพราะอะไร  เพราะเราเป็นผู้หา เราเป็นผู้ทำ มันจึงหาสุขมาแทนทุกข์ ...คือสุขในการปฏิบัติ สุขในการภาวนามาแทน

มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนโลกที่เขาก็หาสุขหาทุกข์โดยการจับจ่ายใช้สอย ใช้เงินใช้ทอง ใช้ลาภยศสรรเสริญบารมีไปซื้อ เสวยสุข...ซื้อสุขมาเสวย มันอัฐยายซื้อขนมยาย

แล้วก็มานั่งสรวลเสเฮฮากันระหว่างยายหลาน เรือล่มในหนองทองจะไปไหน ...ก็เป็นของกูน่ะสิ ก็หนองก็หนองกู เรือก็เรือกู คนพายก็ยายหลาน จมแล้วก็ทองไปไหน เก็บไปเก็บมา...ก็กูทั้งนั้น

นี่ เป็นผู้รับเหมา กินหัวกินกลางกินท้ายตลาดศก งูกินหาง ...กิเลสเรารับเหมาหมด เหมาตั้งแต่ทางโลกยันข้ามมาฝั่งปฏิบัติธรรม กูก็มาเป็นผู้รับเหมาต่อ ...เห็นมั้ย มันรับช่วงต่อด้วย มีเป็นทอดๆ นะ

ก็เรียกว่าถ้ายังปฏิบัติธรรมแบบหูหนวกตาบอด กิเลสเรากิเลสเขา ความรู้สึกเป็นเราเป็นเขา ...นี่เป็นผู้รับเหมายันตายๆ กิเลสยืนยัน นั่งยัน นอนยัน เดินยัน

จนตายกันไปข้างนึง มันก็ยังยันกันอยู่อย่างนั้น เป็นเรายันอยู่อย่างนั้นน่ะกลายเป็น การภาวนาไปๆ มาๆ เป็นการภาวนารักษากิเลสเราไว้ รักษาตัวเราเข้าไว้

แล้วก็มาป่าวร้องว่าหมดสิ้นซึ่งความเป็นเราแล้ว นั่น ...อะไรมันจะง่ายปานนั้นวะ ศีลก็ไม่รู้จัก สมาธิก็ไม่เคยทำ ปัญญาก็ไม่เคยเกิด...แต่ละ “เรา” ได้ ...ทำไมมันเก่งเกินพระพุทธเจ้าวะ

บรมครูนะนั่น บรมศาสดานะ บำเพ็ญทุกรกริยามาหกปี นั่งใต้ต้นไม้โพธิ์อีกหนึ่งคืน กินมื้ออดสี่มื้อห้ามื้อ  กินมื้ออดสี่สิบเก้ามื้อ สี่สิบเก้าวัน ...นี่ครูนะนั่น บรมครูนะนั่นน่ะ

แล้วไอ้พวกนั่งกิน เดินกิน ยืนกิน นอนกินสบายๆ บอกหมดแล้วกิเลส ...เอ๊า มันตำราเล่มไหนวะ พระพุทธเจ้าองค์ไหนวะนี่   ถาม..ศีลอยู่ไหน...ฮึ สมาธิรึยัง...ฮึ บุญหนุน วาสนาส่ง ...มันน่าเชื่อมั้ย

ถ้าเราบอกมันคงไม่เชื่อ เพราะสติศีลสมาธิปัญญานี่ทำมากับมือ ทำมันเอาชาตินี้ ทำมันเอาเดี๋ยวนี้ ...ของเก่าของก่อนไม่รู้ไม่เห็น ทำเอาเดี๋ยวนี้ ...ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ไม่ทำ..ไม่ได้

ทำถูก...ก็ได้ ทำไม่ถูก...ก็ไม่ได้ ทำไม่ถูกถึงทำมาก...ก็ไม่ได้  ทำถูก...ก็ได้ถูก ทำถูกมาก...ก็ได้ถูกมาก ทำถูกน้อย...ก็ถูกน้อย ...มันเป็นอะไรที่ตรงตัวที่สุดเลย

พระพุทธเจ้าไม่มีคำว่าเจ้าเล่ห์เพทุบาย...เป็นไปตามเหตุ เป็นไปตามปัจจัย เป็นไปตามเหตุและผล เป็นไปตามอิทัปปจยตา ...ไม่มีหมกเม็ด ไม่มีซ่อนเงื่อน ไม่มีบุญหนุน วาสนานำ ไม่อ้างอดีต ไม่อ้างอนาคต 

ไม่อ้างลมๆ แล้งๆ เลี้ยงแกะไปเลี้ยงแกะมา เดินขึ้นเขาเจอพายุลมฝน ลงมาปุ๊บ แบก prominent ลงมาประกาศ ...มาจากไหนวะ แล้วก็เป็นบ้าเป็นหลังกันมาเป็นพันๆ ปี จากคำสอนท่ามกลางกลุ่มฝนและเมฆลม

พระพุทธเจ้าไม่สอน พระพุทธเจ้าสอนแต่ความจริงน่ะ ...จับได้จริง เห็นได้จริง รู้ได้จริง ถึงความปรากฏจริงๆ ...อะไรที่ไม่จริงพระพุทธเจ้าไม่สอน ไม่ให้สอน ไม่ให้แนะให้ไปหาด้วย  ท่านให้หาแต่ความจริง 

เมื่อหาความจริง รู้ว่าจริง มีเค้าลางว่าจริง...แรกๆ มันยังไม่เจอ ยังไม่รู้จักว่าอะไรจริง ก็ให้ได้เค้าลางว่ามันจริง ...พอได้เค้าลางว่าจริง เอาเลย จับเลย อยู่เลย เอาให้อยู่หมัด

ไม่ใช่ไปตะครุบดินฟ้าอากาศ วูบๆ วาบๆ ...เฮ้ยๆๆ นี่ๆๆ อู้ย ตื่นตาตื่นใจ ...ท่านไม่ได้ให้ตะครุบ ...แต่กูชอบน่ะ กูคือเรา เราคือกู กูคือกิเลส กิเลสคือกูนี่แหละ ชอบที่สุด

แล้วก็เอามาอวด ประกวด ประชันขันแข่ง เหมือนกับเดินขึ้นเวทีประกวดนางงามนี่ ...เคยเห็นลิเกมั้ย เคยเห็นลิเกแต่งเต็มยศเดินถนนมั้ย (ไม่เคยครับ) ก็ไม่เคยน่ะสิ ใครทำน่ะบ้า

คนเดินถนนเขาก็ใส่เสื้อผ้าปกตินี่แหละ ...นั่นไปประดับเพชรพลอยใส่ชฎาใส่เข็มขัดรัดประคด รัดเอวรัดข้อเท้า รัดกร เดินฉุยฉายกลางตลาด เฮอะ เหนือมนุษย์มนาเขา นั่นเขาเรียกว่าลิเกหลงโรง


โยม –  เต็มเว็บเลยพระอาจารย์

พระอาจารย์ –  บ้ากันไปก็บ้ากันมา ยกหัวข้อธรรม กระบิธรรมกันมา นี่ๆๆ อ่านกันจนเข้าแว่น ยังงงอยู่เลย ยังเถียงกันไม่เลิกเลย...ว่าธรรมกูดี ว่าธรรมกูใช่ ว่าธรรมมึงไม่ดี ว่าธรรมมึงไม่ถูก

นี่จบกันรึยังล่ะไอ้ศีล ๑๕๐ กับศีล ๒๒๗ น่ะ ...จนแตกกันเละ ตีกันไม่เลิกไปหมด กลายเป็นแบ่งค่าย แบ่งสำนัก ไอ้สำนัก ๒๒๗ ไอ้นี่สำนัก ๑๕๐ 

เราบอกให้...ไอ้บ้าห้าร้อย ไม่รู้จริงแล้วเอามาพูด ไม่รู้จริงแล้วเอามาสอน ไม่รู้จริงแล้วเอามาแนะนำคนอื่น ...ไม่พูดตำรวจก็ไม่จับนะนั่นน่ะ ไม่พูดคนเขาก็ไม่ด่านะนั่นน่ะ

มรรค...หนึ่งในมรรคคืออะไร นี่ สัมมาวาจา ...ท่านให้ระวังที่สุดเลย...วาจา ...ไม่งั้นไม่จัดไว้ในหนึ่งหัวข้อมรรค นั่น ไอ้พูดกับเขียนก็อันเดียวกันนั่นแหละ 

ตำราภาคปฏิบัตินี่...เยอะแยะ  ภาวนากันเดือนสองเดือน ปีสองปี เขียนตำราขึ้นมาเล่มเท่านี้ ...แต่ไปถามศีลอยู่ไหน สมาธิคืออะไร...ก็โบ๊ะๆ เบ๊ะๆ คาดค้นด้นเดาไปมา

นี่ เอกศีล เอกธรรม...ความหมายเดียวกัน ...เอกธาตุ เอกศีล เอกธรรม ก็ความหมายเดียวกัน ...เรียนรู้ศีล เรียนรู้กาย เรียนรู้ธาตุ เรียนรู้ธรรม จนเข้าไปถึงธาตุธรรมทั้งหลายทั้งปวง 

เรียกว่า เอกังจิตตัง อโกธัมโม  ...ไม่แบ่งแยกโดยศีล เป็นศีลเดียวกันหมด เป็นธาตุธรรมเดียวกันหมด สามโลกธาตุ ...ไม่ต้องมีกี่ข้อ ทุกอย่างล้วนคือธาตุธรรมที่ปรากฏ

ทุกอย่างล้วนแต่เป็นธาตุธรรมที่ประชุมรวมกันเฉพาะกิจ เฉพาะวาระกาลหนึ่งเท่านั้น ...ที่สุดของธรรมก็เห็นแค่นี้ ว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงคือธาตุประกอบรวมกันวาระหนึ่งเท่านั้น

ในการประกอบรวมกันวาระหนึ่งของธาตุนั้น มีความเกิด มีความแปรปรวน มีความตั้งอยู่ มีความมากขึ้น มีความน้อยลง ...จนถึงที่สุดมีความดับไปด้วยตัวมันเองเป็นธรรมดา

ทั้งหมดน่ะคือวาระธรรม วาระธาตุ...ซึ่งไม่ใช่เป็นวาระของเรา ไม่ได้เป็นวาระของใคร ...นี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านเห็นความจริงนี้ ไม่มีอะไรจริงกว่านี้แล้ว เป็นที่สุดของความจริงในสามโลกธาตุ...มีแค่นี้เอง

จิตเรา จิตกิเลส จึงหมดวาระที่จะไปยึดถือครอบครองความจริงนี้ ว่าเป็นเราของเรา เพื่อให้เกิดความสืบเนื่องในธรรมต่อไปในอดีตและอนาคต ...จึงเรียกว่าลบภพจบชาติ สิ้นภพสิ้นชาติ หมดสิ้นซึ่งภพและชาติ

เรียกว่าโดยการเรียนรู้ธรรม เกิดมาจากการเรียนรู้ธรรม เกิดมาจากการเห็นธรรม เกิดมาจากการถ่องแท้ในธรรม เกิดจากการเข้าใจคุณลักษณะที่แท้จริงของธรรม


(ต่อช่วง 3)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น