พระอาจารย์
6 พฤษภาคม 2560
(ช่วง 3)
(หมายเหตุ : ต่อจาก ช่วง 2
ถ้ามันสะเปะสะปะในธรรมปุ๊บนี่
มันจะเข้าร่องเข้ารอยกิเลสเลย ...คือกิเลสมันจะชี้นำให้เข้าไปค้นหา
ในธรรมที่มันพึงประสงค์ แล้วมันก็อ้างว่านั้นน่ะคือธรรม
เนี่ย เข้ารอยมันเลย
โดยมันไม่บอกว่าไอ้ที่มันว่าเป็นธรรมนั่น เป็นเพียงแค่สมมุติธรรม ที่มีอยู่ในอดีต
ที่มีอยู่ในอนาคต...ไม่มีอยู่จริง ...อันนี้มันไม่บอก เพราะตัวมันก็ไม่รู้
แต่พระพุทธเจ้าท่านรู้ ท่านจึงบอกว่า
อย่าตาม อย่าเชื่อ อย่าหา อย่าค้น...ตามจิตเราต้องการ ตามจิตเราปรารถนา
ตามที่จิตเราอยากได้ ตามที่จิตเราอยากมีอยากเป็น
แต่ท่านบอกให้กลับมาปักหลักปักฐานมั่นคง...อยู่กับศีล
อยู่กับธาตุปัจจุบัน อยู่กับกายปัจจุบัน
อย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ให้มันเหไปที่ไหนเลย
ถ้าตั้งจิต ตั้งอธิษฐาน
ตั้งสัจจะที่จะแน่วแน่ต่อกายนี้ รู้เห็นต่อกายนี้อย่างแน่วแน่
ไม่หันเหไปไม่หันเหมาตามจิตเราว่า ตามจิตเขาบอก ...ตรงเนี้ยที่เรียกว่า แน่วแน่ในธรรม
ตรงเนี้ยที่เรียกว่ามุ่งตรงต่อธรรม
สุปฏิปันโน ญายะปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน
สามีจิปฏิปันโน คืออาการของผู้ปฏิบัติที่มุ่งตรงต่อธรรม อันเป็นธรรมที่แท้จริง ...ไม่ใช่ธรรมที่เกิดมาจากคำกล่าวอ้างซึ่งนึกคิดขึ้นมาเองของ...จิตเราว่า จิตเขาบอก
จึงกล่าวได้ว่า...ศีลนี้แลเป็นรากฐานของธรรม
เหมือนแผ่นดินที่รองรับจตุบาท ทวิบาท มีปีกมีหาง สิงสาราสัตว์วัตถุธาตุ บุคคล ...ท่านเปรียบศีลเป็นเช่นนั้น
ถ้าละเลยศีล
ถ้าไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของศีลเนี่ย ...การปฏิบัติธรรมนี่จะเข้าข่ายคลาดเคลื่อนเลื่อนลอย
อย่ามาอ้างนั้น อย่ามาอ้างนี้ อย่ามาอ้างแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อย่ามาอ้างจริต อย่ามาอ้างอุปนิสัย อย่ามาอ้างวาสนาบารมี อย่ามาอ้างตำรา อย่ามาอ้างอาจารย์
ต้องอ้างอย่างเดียวคืออ้างศีลสมาธิปัญญา...มีให้อ้างได้รึเปล่าล่ะ ...ถ้าในการปฏิบัตินั้นไม่มีศีลอยู่ตรงนั้น เป็นอันว่าผิด
ใครจะยกย่องสรรเสริญว่าถูก ว่าใช่ ว่าตรง ว่าควร ...แต่ถ้าไม่ตรงต่อกาย ไม่อยู่กับกาย ไม่อยู่กับศีล ไม่อยู่กับปัจจุบันกาย ปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันเวทนา ...บอกให้ว่าผิด
ไม่ใช่ผิดเพราะไม่ถูกกับคำสอนเรา...แต่ผิดธาตุผิดธรรม ...ถ้าผิดธาตุผิดธรรมก็หมายความว่าผิดต่อความเป็นจริง
อย่ามาอ้างนั้น อย่ามาอ้างนี้ อย่ามาอ้างแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ อย่ามาอ้างจริต อย่ามาอ้างอุปนิสัย อย่ามาอ้างวาสนาบารมี อย่ามาอ้างตำรา อย่ามาอ้างอาจารย์
ต้องอ้างอย่างเดียวคืออ้างศีลสมาธิปัญญา...มีให้อ้างได้รึเปล่าล่ะ ...ถ้าในการปฏิบัตินั้นไม่มีศีลอยู่ตรงนั้น เป็นอันว่าผิด
ใครจะยกย่องสรรเสริญว่าถูก ว่าใช่ ว่าตรง ว่าควร ...แต่ถ้าไม่ตรงต่อกาย ไม่อยู่กับกาย ไม่อยู่กับศีล ไม่อยู่กับปัจจุบันกาย ปัจจุบันธาตุ ปัจจุบันเวทนา ...บอกให้ว่าผิด
ไม่ใช่ผิดเพราะไม่ถูกกับคำสอนเรา...แต่ผิดธาตุผิดธรรม ...ถ้าผิดธาตุผิดธรรมก็หมายความว่าผิดต่อความเป็นจริง
ถ้าผิดต่อความเป็นจริง ...มันก็ไม่เกิดความสืบค้นในความเป็นจริง ไม่เกิดความวิจยะกับความเป็นจริง
ไม่เกิดความถ่องแท้กับความเป็นจริง
นั่น มันจะเรียกว่ามรรคได้อย่างไร เพราะมรรคน่ะเป็นหนทางเดินไปสู่ความจริง ...ไม่ใช่ไปหาอะไรที่ไม่จริง
นั่น มันจะเรียกว่ามรรคได้อย่างไร เพราะมรรคน่ะเป็นหนทางเดินไปสู่ความจริง ...ไม่ใช่ไปหาอะไรที่ไม่จริง
เพราะนั้นตัวศีลนี่
มันจึงเป็นตัวที่เหมือนรวบรัดจิตนี่ให้มันมารวมอยู่ในที่อันเดียวกับธรรมเดียว
และเป็นธรรมที่มีอยู่จริง ปรากฏอยู่จริงทุกปัจจุบันนาที
นี่เป็นธรรมที่ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงค้นหาสร้างขึ้นมาใหม่ มันมีมาตั้งแต่เกิด เรียกว่าเป็นมนุษยสมบัติ ได้มาพร้อมกับการเกิดมาเป็นคนและสัตว์ทุกประเภทต้องมีกาย
นี่เป็นธรรมที่ไม่ต้องไปลงทุนลงแรงค้นหาสร้างขึ้นมาใหม่ มันมีมาตั้งแต่เกิด เรียกว่าเป็นมนุษยสมบัติ ได้มาพร้อมกับการเกิดมาเป็นคนและสัตว์ทุกประเภทต้องมีกาย
แต่มันรู้จักประโยชน์ของกาย
คุณค่าของกาย ประโยชน์ของศีล คุณค่าของศีลกันบ้างรึเปล่า อันนี้ตามแต่กรรมในสัตว์ประเภทนั้นจะจำแนก ...ถ้าต่ำกว่าคนลงไปแล้ว...หมดสิทธิ์
ตั้งแต่เดรัจฉานลงไป
จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากศีล ใช้ประโยชน์จากกายมาเป็นเครื่องเรียนรู้ธรรมได้เลย ...หรือหูหนวกตาบอดโดยชาติกำเนิด
นี่กรรมบัง อกุศลกรรมบัง ปิดมรรคปิดผลโดยปริยาย
แต่เมื่อเราศึกษาทำความเข้าใจ
สำเหนียกในการฟัง รู้จักมีความเชื่อ มีศรัทธา มีศีล ...มีศรัทธาในการจะเอากายนี้เป็นที่ตั้งแห่งการรู้เห็น
นี่ ต้องมีศรัทธานะ ...ถ้าไม่เริ่มที่ศรัทธา อินทรีย์ห้าไม่เกิด...ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ...พละ ๕ อินทรีย์ ๕
ศรัทธาอะไร ...ต้องศรัทธาในศีล ศรัทธาในธรรม เข้าใจความหมายของศีลเป็นอันเดียวกับธรรม เป็นเนื้อเดียวกัน
นี่ ต้องมีศรัทธานะ ...ถ้าไม่เริ่มที่ศรัทธา อินทรีย์ห้าไม่เกิด...ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ...พละ ๕ อินทรีย์ ๕
ศรัทธาอะไร ...ต้องศรัทธาในศีล ศรัทธาในธรรม เข้าใจความหมายของศีลเป็นอันเดียวกับธรรม เป็นเนื้อเดียวกัน
เมื่อศรัทธาตรงนี้ วิริยะพากเพียร
ติดตามเฝ้าดู ...นั่น สติกับสัมปชัญญะ
เมื่อติดตามเฝ้าดู จิตไปไหนมั้ย...ไม่ไป จิตเป็นหนึ่งกับกาย เป็นหนึ่งกับศีลมั้ย...เป็น
เมื่อติดตามเฝ้าดู จิตไปไหนมั้ย...ไม่ไป จิตเป็นหนึ่งกับกาย เป็นหนึ่งกับศีลมั้ย...เป็น
จิตตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน
ไม่ไปในอดีต ไม่ไปในอนาคต...นั่นสมาธิ
เกิดการสำเหนียกเรียนรู้ดูเห็นตามความเป็นจริงแห่งธาตุ ตามความเป็นจริงแห่งกาย ตามความเป็นจริงแห่งมหาภูตรูปที่ปรากฏ ตามคุณลักษณะที่แท้จริงของธาตุ ตามคุณลักษณะที่แท้จริงของธรรม ...นั่นปัญญา
พละ ๕ เป็นพื้นฐานของผู้ปฏิบัติเลย ต้องเริ่มอบรมอินทรีย์ตรงนี้ จึงจะเกิดการคัดสรรธรรม คัดสรรธาตุ
คัดสรรจิต คัดสรรกิเลส คัดสรรอารมณ์ คัดสรรนาม คัดสรรรูป คัดสรรความจริง คัดสรรความไม่จริง คัดสรรทุกขสัจ คัดสรรทุกขอุปาทาน ทุกขสมุทัย ก็เกิดการคัดสรรธรรมขึ้น
เกิดการสำเหนียกเรียนรู้ดูเห็นตามความเป็นจริงแห่งธาตุ ตามความเป็นจริงแห่งกาย ตามความเป็นจริงแห่งมหาภูตรูปที่ปรากฏ ตามคุณลักษณะที่แท้จริงของธาตุ ตามคุณลักษณะที่แท้จริงของธรรม ...นั่นปัญญา
พละ ๕ เป็นพื้นฐานของผู้ปฏิบัติเลย ต้องเริ่มอบรมอินทรีย์ตรงนี้ จึงจะเกิดการคัดสรรธรรม คัดสรรธาตุ
คัดสรรจิต คัดสรรกิเลส คัดสรรอารมณ์ คัดสรรนาม คัดสรรรูป คัดสรรความจริง คัดสรรความไม่จริง คัดสรรทุกขสัจ คัดสรรทุกขอุปาทาน ทุกขสมุทัย ก็เกิดการคัดสรรธรรมขึ้น
จากนั้นน่ะ อิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา...จึงจะเน้นลงไปที่ธาตุล้วนๆ ธรรมแท้ๆ เพื่อให้เกิดความลึกซึ้งถ่องแท้ในธรรมยิ่งขึ้นๆ
สัมมัปปทาน ๔ ตามมา ...เจอกุศลที่เกิด
รักษากุศลให้ยั่งยืน เพียรละอกุศล ไม่ให้อกุศลเกิด ชำระอกุศลที่มีอยู่
แบ่งแยกธาตุขันธ์แล้ว ... เอาแต่ธาตุ...ขันธ์ไม่เอา เอาแต่ธาตุ...จิตไม่เอา เอาแต่ธรรม...สมมุติไม่เอา เอาแต่ปรมัตถ์...บัญญัติไม่เอา ...นี่เข้าสัมมัปปทาน
แบ่งแยกธาตุขันธ์แล้ว ... เอาแต่ธาตุ...ขันธ์ไม่เอา เอาแต่ธาตุ...จิตไม่เอา เอาแต่ธรรม...สมมุติไม่เอา เอาแต่ปรมัตถ์...บัญญัติไม่เอา ...นี่เข้าสัมมัปปทาน
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ วิริยินทรีย์
อุเบกขินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ...จิตเข้าถึงธรรม เนื้อแท้ธรรมเดิม อยู่กับธาตุแท้ธรรมเดิม
เวียนอยู่...โพชฌงค์ ๗ ที่พูดมาทั้งหมดนี่ องค์ธรรมในการตรัสรู้ทั้งนั้นน่ะ
เป็นไปตามลำดับขั้นตอนนะ
ไม่มีข้ามขั้นตอน ไม่มีทางลัด ไม่มีทางเลี่ยง ไม่มีทางลอด ไม่มีทางที่เร็วกว่านี้
ช้ากว่านี้ ...มันเป็นทางตายตัว เรียกว่าเอกายนมรรค
นี่ไม่ใช่หมายถึงแค่สติปัฏฐานนะ ไล่มาตั้งแต่อินทรีย์ ๕ พละ ๕ เลย เพื่อน้อมนำจิตให้เกิดศีลสมาธิปัญญา ให้อยู่ในศีลสมาธิปัญญา ไตรสิกขา คือความเป็นจริงล้วนๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับจิตเรา
นี่ไม่ใช่หมายถึงแค่สติปัฏฐานนะ ไล่มาตั้งแต่อินทรีย์ ๕ พละ ๕ เลย เพื่อน้อมนำจิตให้เกิดศีลสมาธิปัญญา ให้อยู่ในศีลสมาธิปัญญา ไตรสิกขา คือความเป็นจริงล้วนๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับจิตเรา
เป็นธรรมเอก เป็นเอกธรรม เป็นเอกเทศ...ไม่ขึ้นกับเรา
ไม่มา ไม่มี ไม่เป็น ไม่เกิด ไม่ตั้ง ไม่ดับโดยผ่านน้ำมือเรา ...เนี่ย
เรียกว่าธรรมแท้ เรียกว่าสัจธรรม
เป็นธรรมที่มีอยู่จริง...โดยลำพังตัวมันเอง โดยธรรมชาติ โดยเหตุปัจจัยหนุนเนื่อง เป็นอิทัปปจยาในตัวมัน
โดยที่ไม่มีเราไปแตะต้องข้องแวะเลย ...เขาก็มี เขาก็ตั้ง เขาก็เป็นตามสภาพเขาเอง
ถ้าไม่เอาศีลไม่เอากายนี่เป็นที่ตั้งแห่งการเรียนรู้
จะถูกกิเลสโฉบไปเฉี่ยวมา พาไปกินหมด ไปดำดินบินบนค้นหาเอาจนหัวไม่วางหางไม่เว้น ร้อยพ่อพันแม่กิเลส จิตน่ะ ใช่มั้ย อารมณ์น่ะ นับถ้วนมั้ย
โยม – นับไม่ถ้วนครับ
พระอาจารย์ – แล้วไอ้กายที่มันตั้งปัจจุบันนี่มันมีแค่นี้ใช่มั้ย ...มันมากมายหลายอย่างเหมือนจิตมั้ย ...เหมือนมั้ย
โยม – ไม่เหมือนครับ
พระอาจารย์ – มันร้อยเล่ห์พันเหลี่ยมมั้ยเนี่ย หือ กายเนี่ย มันมีเล่ห์มีเหลี่ยมมั้ย
โยม – ไม่มี
พระอาจารย์ – มันโกหกมั้ย มันปรากฏอย่างโกหกหลอกลวงมั้ย ...ในแข็ง ในแน่น ในตึง ในหนัก ในเมื่อย ในปวด ...มันโกหกมั้ย
โยม – ไม่ครับ
พระอาจารย์ – มันปรากฏอย่างจริงใช่มั้ย มันปรากฏอย่างตรงไปตรงมามั้ย
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – แล้วทำไมไม่อยู่กับมัน ...แล้วจะไปอยู่ที่อื่นทำไม
ก็รู้อยู่แล้ว ก็บอกแล้วว่าจิตมันไม่จริง ก็บอกแล้วว่ามันร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม จะไปอยู่กับมันทำไม หือ
ทำไมถึงชอบไปอยู่กับมัน...ทำไม ทำไมชอบอยู่กับจิต ทำไมชอบอยู่กับอารมณ์...ทำไม ทำไมชอบอยู่กับอดีต ทำไมชอบอยู่กับอนาคต...ทำไม ...ถามตัวเองมั้ย
นี่ อนุสัย สันดาน...มันคุ้น มันเคย
มันชิน มันติด มันข้อง มันยึด มันเหนี่ยว มันเชื่อ มันหมาย มันชอบ มันคุ้นเคย ...มันก็ทุ่มสุดเนื้อสุดตัวไปทางฝั่งนั้นแหละ
ฝั่งจิตว่า ฝั่งจิตบอก ฝั่งจิตปรุง
ฝั่งจิตแต่งน่ะ ฝั่งเราต้องการ
ฝั่งเราไม่ต้องการน่ะ ...เนี่ยเขาเรียกว่าเป็นไปโดยสันดาน ...สันดานคืออนุสัยที่ประกอบกระทำมาแต่ชาติปางก่อน
ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่มีใครสอน...กูเป็นเองน่ะ
แล้วกูไม่เลิกด้วย ใช่มั้ย กูจะไปน่ะ ใครก็ห้ามกูไม่ได้ กูจะคิดน่ะ กูจะลอยน่ะ
กูจะลืมน่ะ กูจะเพลินน่ะ กูจะหาอะไรในอดีตอนาคตทำน่ะ ...เป็นอย่างนี้รึเปล่า เป็นมั้ย
โยม – เป็นครับ
พระอาจารย์ – เออ ก็ต้องเป็นดิ เพราะมันเป็นสันดานของปุถุชน ...เป็นปุถุชนรึเปล่า
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – เออ ก็ถูกแล้วน่ะสิ ไม่ผิด ต้องเป็นอย่างนี้แหละ ...แต่คราวนี้มันเป็นแล้วนี่ เราจะยอมเป็นไปกับมันมั้ยล่ะ หรือจะไม่ยอมเป็นไปกับมัน ...ก็ต้องหันหลังออกมาจากมัน
อย่าไปหันหน้าเข้าหามันสิ
จะไปหันหน้าเข้าหามันทำไม นั่นมันเป็นโดยสันดานอยู่แล้ว ...ต้องหันหน้าเข้าหาธรรม
หันหน้าเข้าหาศีล อันนี้สันดานใหม่ ต้องสร้าง
เกิดมากี่ภพกี่ชาติ อเนกภพ อเนกชาติ
ไม่เคยหันหน้าเข้าหาธรรมเลย กูจะหันแต่หาจิตหาอารมณ์นั่นแหละ ใช่มั้ย ...นี่บอกให้ว่าอัฐยายซื้อขนมยาย
อารมณ์ทางโลกกับอารมณ์ทางธรรม
อัฐยายซื้อขนมยายล่ะวะ เข้าใจรึเปล่า ก็คือสมมุติๆ ...ถึงจะเปลี่ยนหน้าค่าตาเป็นธรรม
สมมุติธรรมกับสมมุติโลก ก็บอกว่าสมมุติ ใช่มั้ย
โยม – ครับ
(ต่อช่วง 4)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น