พระอาจารย์
6 พฤษภาคม 2560
(ช่วง 4)
(หมายเหตุ : ต่อจาก ช่วง 3
ชื่อก็บอกว่าสมมุติ แล้วยังไปจริงจังกับมันอีกทำไม ...ชื่อก็บอกว่าสมมุติน่ะ ก็คือของไม่จริง จะไปติดตามเฝ้าดูค้นหากับสมมุติทำไม
พระพุทธเจ้าไม่สอน
พระพุทธเจ้าบอกให้ละ ให้เลิก ให้ทิ้ง ให้ปล่อย ให้วาง ให้ไม่เอาค่า
ให้ไม่เอาความกับมัน ไม่ไปยกค่ายกความสำคัญให้มัน
ไม่ไปพัวพันกับมัน ไม่ไปติดตามเฝ้าดู
ไม่ไปดำดินบินบนดำดิ่งจมแช่กับมัน ...จาโค ปฏินิสสัคโค มุตติ...เอาให้หลุดเลย
อนาลโย...ไม่ต้องหวนกลับไปหามันอีก เข้าใจไหมเนี่ย
เออ แล้วทีนี้ถ้าไม่ให้กูอยู่กับมัน แล้วจะให้กูอยู่ตรงไหน
...ก็อยู่กับศีล อยู่ตรงที่มันนั่งอยู่นี่ อยู่เป็นมั้ย รู้จักที่อยู่ตรงนี้มั้ย
โยม – ครับ รู้จักครับ
พระอาจารย์ – อยู่กับมันได้มั้ย
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – ไม่ได้ก็ต้องได้ ไม่มีตัวเลือก ไม่มีช้อยส์ A, B, C, D...ไม่มี ...เอโกธัมโม เอกังจิตตัง ความจริงมีหนึ่งเดียว หนึ่งก็คือหนึ่ง ไม่มีสอง
ไม่ใช่น้ำเซาะทรายนี่ ผัวหลวง
เมียหลวง ผัวน้อย เมียน้อย ...แล้วกายนี่ตกเป็นลูกเมียน้อยหมดนะ ใช่มั้ย ...มันรังเกียจเดียดฉันท์อะไรกับกายนักหนาวะ
ทำไมรู้รึเปล่า ทำไม
ทำไมไม่ชอบอยู่กับกาย ทำไมไม่ชอบอยู่กับปัจจุบันกาย ...จิตเรานี่ ทำไมมันไม่ชอบ
โยม – มันไม่มี...ไม่มีคนสนับสนุนเลย
พระอาจารย์ – ไม่ใช่ ...เพราะมันไม่มีอะไร มันไม่ได้อะไร มันไม่มีอารมณ์ มันไม่มีหน้าตา มันไม่รู้จะเอาไปอวดใคร เหมือนทำแล้วสูญเปล่า เหมือนรู้ไปก็ไม่ได้อะไร
มันไม่ได้ชื่อไม่ได้เสียง ไม่ได้ลาภไม่ได้ยศ ไม่ได้รับคำชม ไม่ได้รับการเยินยอ ไม่ได้เห็นสวรรค์ ไม่ได้เห็นนรก ไม่ได้เห็นผี ไม่ได้คุยกับผี ...กูไม่ชอบ มันว่าอย่างนั้น
กูคือจิตเรา...กูไม่ชอบ กูชอบไป วูบๆ วาบๆ ใส่ชฎาเหาะมา นั่นน่ะใช่เลย สภาวธรรม ต้องแบบพิสดารด้วยนะ...ร้อยลึกก็ไม่ได้นะ ต้องพันลึก
ถ้าได้หมื่นลึกนี่ยิ่ง อื้อหือ
หน้านี่เหมือนกระด้ง หน้าตาของ "เรา" น่ะ …แต่พอกลับมาจรดลงที่กาย
นั่ง แข็ง ตึง...จิตนี่มันแฟบลง ใช่มั้ย แฟบมั้ย
โยม – มันไม่ค่อยทำงาน
พระอาจารย์ – เออ มันสงบเสงี่ยมมั้ย เหมือนหมดอาลัยตายอยากมั้ย ...เนี่ย ยาขนานเอก เข้าใจรึเปล่า ที่ทำให้จิตมันแฟบลงนี่ ทำให้จิตมันเริ่มไร้หน้าตาตัวตนลงมั้ย
เพราะเราคุ้นชินกับจิตเราที่สร้างหน้าตาตัวตนนะ ...พอเอาจิตมาอยู่ตรงที่มันสร้างหน้าตาตัวตนกับมันไม่ได้ มันเริ่มเหลียวซ้ายแลขวาแล้ว...กูจะไปไหนดี ที่มันจะได้หน้าได้ตา เอาไปโอ้อวด เอาไปคุย
กับคนรอบข้าง
ถ้าเขาถามว่า ภาวนาเป็นยังไงบ้าง มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในจิตมั้ย...แล้วได้แต่ตอบว่า ไม่รู้อะไร มีแต่แข็งกับเมื่อยว่ะ ยิ่งนั่งยิ่งเมื่อยว่ะ ...“คุณนี่ไม่ได้อะไรเลย” มันว่ากันอย่างนั้นนะ เขาจะว่ากันอย่างนั้น
ถ้ามาหาอาตมาว่า...คุณไม่ได้อะไรนี่ แต่คุณได้ธรรม คุณได้รู้ธรรม คุณได้เห็นธรรม คุณได้ความจริง คุณได้เห็นความจริงล่ะ
แต่ไอ้ความจริงที่รู้ธรรมเห็นธรรมนี่ มันไม่ได้หน้าได้ตาอะไรกับใครเขาน่ะ ...คุณจะเอาหน้าตาหรือคุณจะเอาธรรม
ถ้าเขาถามว่า ภาวนาเป็นยังไงบ้าง มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในจิตมั้ย...แล้วได้แต่ตอบว่า ไม่รู้อะไร มีแต่แข็งกับเมื่อยว่ะ ยิ่งนั่งยิ่งเมื่อยว่ะ ...“คุณนี่ไม่ได้อะไรเลย” มันว่ากันอย่างนั้นนะ เขาจะว่ากันอย่างนั้น
ถ้ามาหาอาตมาว่า...คุณไม่ได้อะไรนี่ แต่คุณได้ธรรม คุณได้รู้ธรรม คุณได้เห็นธรรม คุณได้ความจริง คุณได้เห็นความจริงล่ะ
แต่ไอ้ความจริงที่รู้ธรรมเห็นธรรมนี่ มันไม่ได้หน้าได้ตาอะไรกับใครเขาน่ะ ...คุณจะเอาหน้าตาหรือคุณจะเอาธรรม
โยม – เอาธรรมครับ
พระอาจารย์ – เออ
โยม (อีกคน) – น้องเขาเป็นหมอน่ะค่ะ
พระอาจารย์ – หมอน่ะดี มันได้จับเนื้อจับกระดูกเยอะ แต่มันไม่เคยจับเนื้อจับกระดูกเจ้าของน่ะ ...เข้าใจคำว่าเอาจิตมาจับเนื้อกระดูกมั้ย เนื้อตัวๆ น่ะ จับ...จับที่ก้นดูซิ มันรู้สึกยังไง
โยม – เมื่อยครับ
พระอาจารย์ – เออ นั่นแหละจับไว้ จับความรู้สึกตรงนั้นไว้ ประคับประคองไว้ เหนี่ยวรั้งไว้ เหนี่ยวนำไว้ ...คำว่าเหนี่ยวนำรั้งไว้คืออย่าให้ลืม อย่าให้หนี อย่าให้หาย เข้าใจมั้ย ...ลืมรึยัง ยังอยู่มั้ย กายยังอยู่มั้ย
โยม – เวลาฟังแล้วมันหายไปครับ
พระอาจารย์ – นั่นน่ะสิ ปัญหามันก็อย่างนี้แหละ ทุกคนจะเจอปัญหานี้หมด เข้าใจมั้ย ไม่ใช่เฉพาะโยมคนเดียวหรอก แม้แต่ตัวอาตมาเองก็เป็นเมื่อเริ่มฝึกหัด
เพราะจิตมันจะไปในที่ที่มันอยากจะไป
มันจะไปในที่ที่มันอยากจะหา มันจะไปในที่ที่มันคุ้นที่มันเคย …แต่ไอ้ตรงที่ธรรมนี้ปรากฏ ธรรมนี้ตั้งอยู่
ตรงที่ความจริงนี้แสดงนี่ มันไม่คุ้น มันไม่เคย มันไม่อยู่
มันจึงต้องฝึก
ที่ท่านเรียกว่าอบรมจิตไง …เอาศีลเอาธรรมนี่มาเป็นตัวอบรมจิต
ให้มันรู้จักว่ากายนี้เป็นที่ตั้งแห่งธรรม
โยมนั่งอยู่นี่
สำรวจตรวจดูความรู้สึกในกายโดยทั่ว มีอะไรบ้าง ความรู้สึกที่หัวเป็นยังไง
ความรู้สึกที่คอเป็นยังไง
โยม – คอก็เมื่อยบ้างครับ
พระอาจารย์ – ความรู้สึกที่ไหล่ บ่าไหล่เป็นยังไง
โยม – หนักๆ
พระอาจารย์ – ความรู้สึกที่ท่อนแขนเป็นยังไง ความรู้สึกที่ฝ่ามือเป็นยังไง ความรู้สึกที่หน้าอกเป็นยังไง ความรู้สึกที่หลังเป็นยังไง ความรู้สึกที่สันหลังเป็นยังไง
ตรวจดูความรู้สึกเหล่านี้ แล้วสังเกตดูความรู้สึกเหล่านี้ ที่ดู ที่เห็น ...มันมีของมันอยู่เองมั้ย ใช่มั้ย มีเองมั้ย
โยม – มีอยู่ครับ
พระอาจารย์ – มีของมันเอง โดยตัวมันเองตามลำพัง ...ใช่มั้ย
โยม – ครับ ไม่ได้ไป...
พระอาจารย์ – ไม่ได้เกิดจากที่เราคิดใช่มั้ย ไม่ได้เกิดจากจิตสร้างขึ้นมา ...ใช่มั้ย
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – คิด...มันก็มี ไม่คิด...มันก็มี เข้าใจรึเปล่า อาการเหล่านี้...ทางกายนี่
แปลว่ามันไม่ได้ขึ้นกับความคิด มันไม่ได้ผ่านน้ำมือจิต ...มันเป็นธรรมที่ต่างหากของมัน
เพราะว่าลักษณะธรรมที่ต่างหากจากจิต ...ตรงนี้เรียกว่าธาตุ เรียกว่าความเป็นไปของธาตุ
ตัวกายนี่ โดยองค์ประกอบคือการประกอบรวมกันของธาตุ เรียกว่าเป็นสารประกอบ ...ใช่มั้ย เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่หรือหมอน่ะ
ตัวกายนี่ โดยองค์ประกอบคือการประกอบรวมกันของธาตุ เรียกว่าเป็นสารประกอบ ...ใช่มั้ย เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่หรือหมอน่ะ
โยม – เป็นอะตอมครับ
พระอาจารย์ – เออ แล้วมาบอกว่าเป็นเราได้ยังไง หือ มันเอาหลักฐานอะไรมายืนยันว่าเป็นเรา หา เอาหลักฐานอะไรมายืนยันว่าเป็นเรา ...ก็มันเป็นอะตอม ก็มันเป็นธาตุ เข้าใจรึยัง
แต่จิตมันไม่ยอมเชื่อว่าเป็นธาตุ
มันคาความเห็นว่ามันยังเป็นเรา ของเราอยู่ ...ถามจิตเราดูสิว่าขานี่เป็นขาเรามั้ย
เป็นมั้ย ...จิตน่ะ จิตว่าเป็นขาของเรามั้ย เป็นมั้ย จิตว่าเป็นใช่มั้ย อย่าคิดมาก...เป็น
ในคำถามเดียวกัน เราไม่ถามจิต...เราถามขา ขามันบอกว่ามันเป็นของเรามั้ย มันบอกมั้ย
ในคำถามเดียวกัน เราไม่ถามจิต...เราถามขา ขามันบอกว่ามันเป็นของเรามั้ย มันบอกมั้ย
โยม – ไม่ครับ
พระอาจารย์ – แล้วเราจะเชื่อขาหรือจะเชื่อจิตเรา สมควรจะเชื่ออันไหน
โยม – เชื่อตัวครับ
พระอาจารย์ – ตัวที่มันไม่พูดไม่บอก ตัวนั้นน่ะเขาแสดงความเป็นจริงของเขา อย่างที่ไม่ได้เป็นเรา ...ใช่มั้ย ...ใช่ป่าว
โยม – ครับ
พระอาจารย์ – เขาแสดงอย่างเป็นธาตุเงียบๆ ปรากฏอยู่อย่างเงียบๆ ไร้ความหมายในตัวมันเอง ...ใช่มั้ย ...มันบอกมั้ยว่าตัวมันคือขา
โยม – ถ้าไม่ได้เทียบเอาก็ไม่รู้ครับ
พระอาจารย์ – ตัวมันบอกมั้ย
โยม – ไม่ได้บอกครับ
พระอาจารย์ – ตัวมันบอกมั้ยว่ามันชื่ออะไร
โยม – ตัวมันไม่ได้บอกเองครับ
พระอาจารย์ – ตัวมันบอกมั้ยว่าเป็นของใคร
โยม – ก็ไม่ได้บอกครับ
พระอาจารย์ – ตัวมันบอกมั้ยว่าเป็นผู้ชาย
โยม – ไม่บอกครับ
พระอาจารย์ – ตัวมันบอกมั้ยว่ามันเป็นของดีของสวย
โยม – ไม่ได้บอกเหมือนกัน
(ต่อช่วง 5)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น